December 31, 2008

เวียดนาม : 19 - Count Down

คิดว่าตอนนี้ ทุกคนที่เมืองไทยคงจะได้หยุดอยู่บ้าน (บางคนหยุดแต่วันจันทร์ที่ผ่านมาด้วยซ้ำ) และก้อคงรอเวลา Count down สู่ปีใหม่กันแล้วนะครับ

สำหรับผม และชาวญวณ....วันนี้ เรายังทำงานกันครับ แหะๆ เพราะว่าที่นี่เค้าไม่หยุดเหมือนเรา เค้าจะให้ความสำคัญกับตรุษจีน (หรือที่นี่เรียกว่า TET holiday) ส่วนปีใหม่แบบสากลนั้น ไม่มีอะไรเลย เค้าแค่รู้สึกว่าได้หยุด 1 วัน (คือวันที่ 1 มกราคม) เท่านั้นเอง

ว่าแล้ว...วันนี้ก้อทำงานกันต่อไป...
และแน่นอนว่า คืนนี้ ก้อไม่มีการ countdown แบบที่พี่ไทยทำกัน แต่เค้าจะไป countdown กันวันตรุษจีน (ทำเหมือนกับปีใหม่นี่แหละ) เพราะเค้าถือว่า ตรุษจีนคือวันปีใหม่จริงๆ ส่วนวันที่ 1 นั้นไม่ใช่วันปีใหม่แต่อย่างใด?

และวันตรุษจีนนั้น เค้าให้ความสำคัญมากๆ ทุกจังหวัดจะมีการจุดดอกไม้ไฟกันอย่างสว่างไสว และฉลองกันสุดๆ หยุดกันเป็นอาทิตย์ ให้อารมณ์ประมาณสงกรานต์ + ปีใหม่ของเราเลย

ดังนั้น...วันนี้ ผมก้อเลยไม่ได้ countdown ไม่มี party, นั่งดูทีวีบ้านบ้านเพื่อน และดื่มเบียร์

ดูเหมือนจะเหงาๆ แต่จริงๆ มันก้อสนุกไปอีกแบบนะครับ เพราะปีใหม่นั้น เป็นเรื่องสมมติของคนทั้งสิ้น จะมีปีใหม่จริงๆ ก้อคงจะเป็นแบบนี้แหละน่า...


สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้า Happy สุขสันต์กันถ้วนหน้าทุกคนนะครับ :D

December 30, 2008

เวียดนาม : 18 - ก่อนสิ้นปี

บอกตามตรงวันนี้ ขี้กียจโคตรๆ เพราัะมันใกล้วันหยุดหล่ะ และวันนี้ก้อไม่อะไรเป็นพิเศษ ดังนั้น ขอนำหนังม้วนเก่ามาฉายหน่อยนะครับ ก้อคือ เรื่องงานแต่งนั้นเอง แหะๆ

วันนี้ ขอนำภาพบรรยากาศในงานมานำเหนอ (นำเสนอ) กัน เป็นการเก็บตกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยงานแต่งงานญวณ (ไม่เคยเห็นอ่ะ...) ก้อดูพอขำๆ กันนะครับ :D

บนเวทีงานแต่ง มีทั้งแม่ของเจ้าบ่าว และลุงของเจ้าบ่าว (ยืนข้างเจ้าบ่าว) และ พ่อเ้จ้าสาว (ยืนข้างเจ้าสาว) เพื่อกล่าวคำขอบคณแขกในงาน (เหมือนพี่ไทยนี่แหละ)

บ้านเค้ามีเปิดแชมเปนกินกันด้วย....พอยินแชมเปนเสร็จก้อจะนำแชมเปนให้แม่เจ้าบ่าวดื่มก่อน (คือว่าที่นี่ ยังถือคติพจน์ผู้ชายเป็นใหญ่อยู่นะ.....แบบว่า เจ๊เบียบมานี่ อกแตกตายแน่ๆ) แล้วค่อยให้พ่อเจ้าสาวดื่ม
เพื่อนร่วมงานเจ้าบ่าวปัจจุบัน (ก้อเด็ก office ผมนี่แหละ) อวยพรให้บ่าวสาวรักกันนานๆ (โปรดสังเกต คนด้านซ้ายมือเองแล้วกัน....)



อันนี้ ก้อตามธรรมเนียม 1-2-3 Zo ครับ อิอิ
แต่บังเอิญ ลำบากนิดถ้าจะมอมผม....เชื่อเหอะ เสียของเปล่าๆ
อันนี้ ก้อเบียร์ Om ครับ อิอิ...เบียร์ก้อฟรี Om ก้อฟรี แหม..อะไรจะลงทุนน้อยขนาดนี้นี่ (หมายเหตุ - เราล้อกันเล่นๆ ครับ เอาแค่ขำๆ)
รูปปิดท้ายงานเลี้ยง ก้อขออีกแชะ เป็นที่ระลึก และความทรงจำตลอดไป อันนี้เป็นรูปทุกคนที่มาด้วยกันนะครับ
ถึงตรงนี้ก้อขอบอกว่า เตรียมตัว countdown เข้าปีวัวบ้ากันหรือยังครับ :D

December 29, 2008

เวียดนาม : 17 - บอล

วันนี้ ไม่มีอะไรจะอัพเดท...เพราะยังเหนื่อยจากการเิดินทางเมื่อวานนะครับ

ก้อเลยขอพูดถึงเรื่องเมื่อวานหน่อยนะครับ...คาดว่าทุกคนจะทราบกันดี นั้นคือที่บ้านเรา นั้นมีเหตุการณ์สำคัญสองอย่าง นั้นคือ มีม๊อบเสื้อแดง และมีการแข่งขันบอลไทย-ญวณ
และผลคือ ม๊อบเสื้อแดงก้อล้อมสภาสำเร็จทำให้นายกฯ แถลงนโยบายไม่ได้ และบอลไทยก้อแพ้ญวณ เพราะดันเจอตีเสมอ 1-1 ในช่วงเวลาสุดท้าย... (ทำให้คะแนนรวมแพ้เค้า เค้าเลยเป็นแชมป์ซะงั้น)
เนื่องจากขณะนี้ ผมยังอยูที่เมืองญวณ ก้อข้ามเรื่องม๊อบไปก่อนนะครับ อยากจะพูดเรื่องบอล....ไม่อยากบอกเลยว่า ที่ประเทศนี้เค้า "บ้า" บอลเข้าสายเลือดเลยทีเดียว

เพราะตลอดถนนหนทางนั้น มีแ้ต่คนเดินโบกธงชาติ เชียร์บอลตามสถานที่ต่างๆ เช่น สนามกีฬา, ตึกต่างๆ เพราะสถานที่เหล่านี้ เค้ามีโทรทัศน์จอยักษ์เอาไว้ถ่ายทอดสด และคนญวณทั้งประเทศ เค้าก้อใจจดใจจ่อกับเรื่องนี้มากๆ

ไม่ว่า เด็ก ผู้ใหญ่ สตรี คนแก่ คนท้อง คนแขนขาด ขาขาด etc. ต่างเฝ้าลุ้นกันอย่างใจจดใจจ่อหน้าจอทีวี

ครึ่งแรกนั้น...พี่ไทยยิงนำไปก่อน เล่นผู้ชมญวณถึงกับจ๋อย....แต่พอนาทีสุดท้ายเท่านั้นแหละ โห...เหมือนระเบิดปรมาณูลงเมือง ผมนอนอยู่ในโรงแรม ได้ยินเสียงเฮ แบบลั่นมาก มาจากทุกทิศในโรงแรม

เรียกว่า งานนี้ พี่ญวณปลื้มสุดๆ เพราะเค้าไม่เคยชนะพี่ไทยเลยตลอดเวลา 49 ปี!!!

สำหรับผมแล้ว...ผมก้ออดดีใจไปกับเค้าด้วยไม่ได้ เพราะพวกเค้ามีใจในกีฬาและเชียร์กีฬาจริงๆ ไม่เหมือนพี่ไทยที่เชียร์แต่บอลอังกฤษ แต่ไม่เคยเชียร์บอลไทยเลย

และแน่นอน คำถามนึงที่ผมจะโดนถามตลอดทางว่า "วันนี้ ยูจะเชียร์ทีมไหน?"

แหม...ถามมาได้ ตูจะรู้เรื่องอะไรเล่า บอลเบิ้ลไม่เคยดูกับเค้า แถมคำถามแบบนี้ ถ้าตอบไม่ดีอาจจะโดนตีนได้ และแน่นอน ผมก้อตอบไปว่า "เชียร์ทีมเวียดนาม" (กลัวตีนเค้าอ่ะ)

ยิ่งเห็นคนเค้าบ้าบอล ยิ่งต้องหาทางเอาตัวรอดซะหน่อย ดังรูป: -

หวังว่า ทำแบบนี้จะรอดตีนญวณไปได้....อิอิ

ปล. ตีสองแล้ว แมร่งยังฉลองชัยชนะไม่เสร็จอีก ทั้งประทัด ตีปี๊บ โห่ร้อง เสียงมอไซด์ดังโคตรๆ

December 28, 2008

เวียดนาม : 16 - Wedding Party

วันนี้ อย่างที่บอกไปวันก่อนนะครับถึงสาเหตุการมาเยือนเวียดนามอีกครั้ง (อ่านที่นี่) และวันนี้ ก้อมาถึง นั้นคือ การงานแต่งงานเค้า

อย่างที่บอกไปวันก่อนว่า จะขี่มอเตอร์ไซด์กัน บังเอิญมีเหตุขัดข้องบางประการทำให้เปลี่ยนแผนไปกันโดนนั่งรถยนต์ที่เจ้าบ่าวเค้าเช่าไว้ให้

สำหรับระยะทางนั้น ก้อห่างจากเมืองแค่ 150Kms เอง....แต่เวลาที่ใช้เดินทางนั้น ใช้เวลาถึง 4 ชม.!!! บัดซบโดยแท้จริง

เพราะต้องไปใ้ช้เวลาถึง 4 ชม.ทำให้พวกผมต้องไปขึ้นรถตอน 6 โมงเช้าโดยพร้อมเพรียงกัน และนั้นหมายความว่า ผมต้องตื่นแต่ตี 4 ครึ่ง

แหม....มันลำบากได้ใจเจงๆ

และในที่สุดเวลา 10:30 เราก้อมาถึงสถานที่แต่งงานโดยสวัสดิภาพ ดังรูป



ขอบอกรูปนี้ได้ใจมากเลยนะ เพราะแต่ละคนพึ่งตื่นนอนจากบนรถ และลงมาถ่ายรูปกับเจ้าบ่าว และเจ้าสาว (คงไม่ต้องบอกนะ คนไหนเจ้าบ่าว เจ้าสาว อิอิ)

และหลังจากใส่ซอง และเซ็นชื่อลงสมุดอวยพรแล้ว ก้อถึงเวลาเจี๊ยะปึ้งฮ่อฮ้อ กัน ดังรูป



คิดว่าถึงตอนนี้ หลา่ยๆ คนอาจจะสงสัยว่า งานเลี้ยงเค้าจะเป็นแบบไหน? บุฟเฟห์ หรือ โต๊ะจีน? คำตอบคือ "โต๊ะญวณ" ครับ อธิบายให้เห็นภาพนิดหนึ่ง ก้อคือ เป็นรูปแบบโต๊ะจีนนี่แหละ (เอาอาหารมาเสริฟท์ตามเมนูที่กำหนดไว้) แต่เค้าอาหารมาลงหมดเลยตามเมนู ไม่เหมือนบ้านเรา ที่ค่อยๆ ทยอยมาเสริฟท์ และอาหารที่เสริฟท์ก้อเป็นอาหารญวณนั้นเอง

ถ้าตอนนี้คิดว่า ผมจะได้กินแหนมเนือง หรือกุ้งพันอ้อย หรือเฝอ บอกก่อนนะครับ.....ไม่ใช่ๆๆๆ เพราะอาหารญวณที่คนไทยรู้จักนั้น เค้าไม่ใช้เสริฟท์ในงานเลี้ยงจ้า (เหมือนเสริฟท์เล็กชิ้นเปื่อย ในงานแต่งนั้นอ่ะ...คงไม่มีคนไทยคนไหนทำใช่ไหมครับ :D) สำหรับหน้าตาอาหารนั้น ก้อเป็นดังนี้ครับ




ไงหล่ะ....ต่างจากที่คิดไว้เยอะไหมครับ? อารมณ์ประมาณพวกหม้อไฟบ้านเรานี่แหละ แต่พี่ญวณแกกินเป็นอาหารประจำชาติเลย :D

และขาดไม่ได้ในงานเลี้ยง นั้นคือ "การดื่มอวยพร" ถ้าบ้าน....เราก้อจะบอกว่า "ไชโย" แต่ที่นี่เค้าบอกว่า "1-2-3 Zo" (อ่านว่า โหมด-ไฮ-บา โยว่ ครับ) งานนี้ ผมโดนโย่วไปหลายเหมือนกัน เพราะเดี๋ยวก้อเพื่อนเจ้าบ่าวสมัยมหาลัย, สมัยมธัยม, ที่ทำงานเก่า, etc. เดินมาหาผม (ในฐานะหัวหน้าคนปัจจุบัน) แล้วก้อดวลแก้ว

แต่โชคดีเหลือเชื่อ ที่นี่เค้าดื่มเบียร์กัน และเบียร์ที่เค้าดื่มนั้นคือ เบียร์ไซง่อน (Saigon Bia) ซึ่งอ่อนมาก (อ่อนกว่า Heineken อีก) ทำให้ทำอะไรผมไม่ได้

ถ้าเป็นเบียร์ช้างพี่ไทยนี่...อาจจะตายตั้งแต่แก้วที่สาม

และในที่สุด ช่วงเวลาที่สำคัญ (สำหรับผมก้อมาถึง) นั้น การกล่าวอวยพรคู่บ่าวสาว....ตอนแรกมันข้ามไปแล้วนะ แต่เจ้าบ่าว "ขอร้อง" เลยจำเป็นต้องขึ้นไปกล่าว (คือผมเตรียมมาจากบ้านนะ...ขอบอก)

อาจจะงงว่า ผมขึ้นไปกล่าวเป็นภาษาอะไร? ภาษาไทย หรือว่า ภาษาอังกฤษ หรือว่า ภาษาญวณ คำตอบคือ paragraph แรก เป็นภาษาญวณครับ แต่ที่เหลือล่ออังกฤษล้วน

เหตุที่ีอ่านแต่ paragraph แรกเป็นภาษาญวณ เพราะผมใ้ช้เด็กมันแปลคำร่างภาษาอังกฤษของผมเป็นภาษาญวณให้ทั้งหมดแหละ แต่ผมดันท่องไม่ได้ซักที มันยากมากๆ สำหรับผม บางคำต้องออกเสียงสูง ผมดันใส่เสียงต่ำ บางคำเสียงต่ำ ดันใส่เสียงสูงปนกันเละ ก้อมีแ่ต่ paragraph แรกนี่แหละ ที่กล่าวเป็นภาษาญวณ (เพราะพูดซ้ำไปซ้ำมาเยอะสุด)

ส่วนที่เหลือ คิดว่าล่อภาษาญวณนี่ อาจจะตายได้...เลยขอภาษาอังกฤษ โดยมีคนข้าง เป็นล่ามให้ งานนี่เล่นเอาเหงื่อแตกซิกๆ เลย

แต่งานนี้ิคิดว่า เจ้าบ่าวไม่น่าจะไ้ด้ลูกเร็วนะครับ เพราะผมเป็นคนกล่าวอวยพร ไม่ได้เป็นพิธีกร 555 (อ่านข่าวเก่า)

ก้อเอาเป็นว่า "ขอให้ความสุขกันมากๆ นะจ๊ะ...สำหรับคู่แต่งงานทุกคู่ในปีนี้" สำหรับผม คงต้องไปหาคู่มาแต่งงานกับเค้าบ้างหล่ะ...เพราะรู้ว่า ตัวเองเป็นคนส่วนน้อย ขึ้นทุกวันๆ

เฮ้อ!

ปล. Nichalala ทราบแล้วเปลี่ยน

December 27, 2008

เวียดนาม : 15 - Must-See Places (3)

ต่อจากคราวที่แล้วนะครับ (1) และ (2)

วันนี้ ว่างๆ ก้อเลยมีโอกาสมาแก้ตัวอีกครั้ง ในเมืองเพื่อเยี่ยมชมสถานที่ในเมือง....ถ้านับตามสถานที่ทางการญวณบอก จะพบว่าเหลืออีกประมาณ 3 - 4 ที่ยังไม่เข้าไปชม และวันนี้ ขอแก้ตัวด้วยไปชม "Post Office" หรือ "ที่ทำการไปรษณีย์กลาง" ของประเทศเค้าเลยนะครับ



ข้างในก้อไม่มีอะไร นอกจากของขายนักท่องเที่ยว กับสถานที่ส่งจม. และ post card นั้นแหละึีครับ แม้ข้างนอกจะดูคล้ายๆ หัวลำโพงบ้านเรา แต่ข้างใน ก้อตกแต่งได้สวยงามทีเดียว

ก้อว่าจะไปที่อื่นๆ ต่อ แต่เห็นว่ามันค่อนข้างเย็นแล้ว ผมก้อเลยเปลี่ยนใจไปชมสถานที่ที่เค้าไม่แนะนำแทน อันแรกเลยคือ "ห้าง Diamond พลาซ่า" หรือ จะว่าไปมันก้อคือ Paragon เมืองญวณ นั้นเอง



ถ้าถามว่า ข้างในมีอะไรบ้าง? ก้อมีจำพวกของกิน ก้อได้แก่ KFC, Pizza Hut, etc. แล้วพวกเสื้อผ้าแบรนด์เนมทั้งหลายแหล่ แล้วก้อมี Bowling แต่ที่กล่าวมานี่ เล็กกว่าห้าง Air Port ที่เชียงใหม่ซะอีกนะครับ

หลังจากชมห้าง Paragon ญวณไปแล้วนะครับ ก้อต้องไปชมห้างหรูคู่แข่ง นั้นคือ "Operaview"



ถ้าจะเทียบกับบ้านเราก้อคือ ห้างเกษรพลาซ่า นั้นเอง...คงไม่ต้องบอกถึงความหรูและความแพงนะครับ ถ้าขนาดหล่ะก้อ บอกได้เลยเล็กกว่าเกษรพลาซ่ามาก แถมทำเลที่ตั้ง ก้ออยู่บริเวณคล้ายแยกราชประสงค์บ้านเราซะด้วย

....วันนี้ ก้อเป็นว่าจบการทัวร์รอบเมือง แต่เพียงแค่นี้ ฝันดีกันนะครับ....

December 26, 2008

Vietnam 14: กลับมาอีกครั้ง

หายหน้าหายตาไปนานเลย...สำหรับผม เพราะตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมาันั้น กระผมก้อยุ่งๆๆๆ ตลอดไม่ได้พักเลย เพราะเิดินสายไปหาลูกค้าทุกวัน ชดกับช่วงเวลาที่หายไปเวียดนาม

วันนี้...กระผมกลับมาอัพไดฯ อีกครั้ง พร้อมกับการมาเยือนเวียดนามอีกครั้ง

อ่ะ อ่ะ....กำลังงงหล่ะซิ ว่าผมมาทำไม?

อย่าพึ่งคิดไปไกลครับ การมาครั้งนี้นั้น มีจุดประสงค์หลักๆ มีสองข้อ

เรื่องแรก - มางานแต่งงานลูกน้อง

สำหรับคนที่งงๆ ก้อลองไปอ่านเรื่องเก่าๆ ดูได้นะครับ (ที่นี่ เวียดนาม : 12 - Pre-Wedding)....ใจจริง ตอนแรกว่าจะไม่มา

แต่พอเค้าชวนเข้าหลายๆ ครั้ง ก้อเลยมาคิดว่า เราควรจะไปนะ เพราะเค้าก้อเป็นกำลังหลักของบริษัทที่นี่ แล้วก้ออยู่กับเรามานานหล่ะ แถมเป็นช่วงปีใหม่ด้วย ไหนๆ ที่เมืองไทยก้อไม่มีลูกค้ากวนด้วย

หลังจากคิดได้สรตะ แล้วก้อตรงดิ่งมายังเมืองญวณอีกรอบ....

สำหรับงานแต่งงานนี้จะจัดที่บ้านเจ้าบ่าว (หรือเจ้าสาวนี่แหละ...ไม่แน่ใจ เพราะบ้านสองคนนี้ เค้าอยู่ใกล้ๆ กัน) แต่ที่แน่ๆ บ้านของเจ้าบ่าว และเจ้าสาว ไม่ได้อยู่ในเมืองกรุง (คือไม่ได้อยู่ใน HCMC) แต่อยู่ห่างออกไปจากกรุง HCMC ราวๆ 100 KMs

ฟังดูก้อประมาณ กทม. ไปอยุธยา....นั่งรถตดไม่ทันหายเหม็นก้อถึงหล่ะ

แต่มันหาเป็นเช่นนั้นไม่...เพราะถ้าเดินทางด้วยรถบัส (เหมือนรถ บขส.บ้านเรานี่แหละ) จะใช้เวลาถึง 4-5 ชม. ในการเดินทาง ! แต่ถ้าไปทางมอไซด์ บิดไปกัน ก้อจะราวๆ 3 ชม.

ดังนั้น ทางน้องๆ ที่บริษัทเค้าเลยจะเดินทางกันทางรถไซด์กัน ไปกันหมดบริษัท ตั้งแต่บ่ายวันเสาร์ (เพราะว่า วันเสาร์เช้าที่บริษัทผมยังทำงานอยู่) และจะไปพักค้างคืนที่เมือง Bao Lap (ไม่แน่ใจว่าเขียนถูกไหมนะครับ) ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวของญวณ...มีน้ำตกสวย อากาศเย็นสบายตอนกลางคืน

พอรุ่งเช้า เราก้อจะเดินทางจาก Bao Lap ไปยังงานแต่ง...อ้อ ลืมบอกว่า งานแต่ง เค้าจัดวันอาทิตย์ ตอนเช้ามีพิธีินิดหน่อย และ 11 โมงก้อเจี๊ยะพรึ่บๆ

ฟังดูทรหดดีไหมครับ? ครั้นจะหน้าซื่อนั่งรถ บขส.ไปคนเดียวก้อมีหวังได้ไปถึง Hanoi หรือไม่ก้อไปออกพนญเปญแน่ๆ เพราะอ่านภาษามันไม่ออก พูดก้อไม่ได้ ฟังไม่รู้เรื่อง....

ดังนั้น เค้าซ้อนมอเตอร์ไซด์ไปกัน....ผมก้อซ้อนมอเตอร์ไซด์ไปกับเค้านี่แหละ อิอิ และจะว่าไป...สาเหตุที่ผมมาตั้งแต่วันศุกร์ (วันนี้) เลยครับ (ปกติจะมาวันอาทิตย์)

สำหรับการเดินทางครั้งนี้เป็นอย่างไร? ผมจะนำมาแจ้งให้ทราบในไดฯ แห่งนี้อีกทีนะครับ

เรื่องที่สอง - ทำงาน

อย่างที่บอกไปแล้วว่า ช่วงปีใหม่ พี่ไทยหยุดยาวกัน แต่ญวณไม่หยุด ดังนั้นผมก้อมีความเห็นว่า งั้นเราก้อย้ายมาคุมญวณเต็มตัวดีกว่า เพราะไหนๆ ไม่มีใครกวนใจเราอยู่แล้ว

แถมครั้งนี้....เป็นครั้งแรกในชีวิตที่มา count down นอกประเทศ ปีที่ผ่านๆ มา ก้อ count down ในไทยตลอด (ดูได้จากเอนทรีเก่าๆ)

อยากรู้เหมือนกัน...ว่าประเทศนี้ เค้าจะมีรายการ count down อย่างไร? จะมีระเบิดเหมือนที่ กทม. ไหม (ข่าวเก่า)

ก้อจงรอดูกันต่อไป....แต่ที่แ่น่ๆ อีกสองอาทิตย์เจอกันนะครับ เพื่อนๆ :D

-----------------------------------------------------------------------

ก่อนจบวันนี้ ขอนำรูปไอติมเมืองญวณมาให้ดูกัน ซึ่งร้านนี้ คนเยอะมาก...และให้อารมณ์ประมาณ Swensen บ้านเรา


ถ้าถามว่าอร่อยไหม? ผมก้อว่ามันก้ออร่อยดีนะ แต่ผมชอบแบบ Swensen มากกว่าอ่ะ ทั้งรสชาติ และราคา ! (จานนี้ ราคา 45,000 VND)

แถมอีกนิด...โปรดสังเกตด้วยว่าที่จานเหมือนมีค้นช้อนสองอัน...

จริงๆ แล้วมันคือ ช้อน กับ ส้อม...

ปล. ช้างครับ...กาแฟกับเม็ดก๋วยจี๊ ยังไม่เคยลองครับ ว่าจะลอง Cafe Om ก่อนอ่ะ 555

December 21, 2008

ฟัน

ใกล้จะปีใหม่หล่ะ....สิ่งหนึ่งที่ผมจะพยายามทำทุกครั้งก่อนปีใหม่ นั้นคือ การไป "ขูดหินปูน" ออกจากปากครับ....เพราะปากเราจะได้สะอาดๆ อิอิ

นอกจากนี้ ผมยังรู้สึกปวดฟันกรามซี่ในอีกด้วย ตั้งแต่ไปเวียดนามหล่ะ ตอนแรกคิดกว่าก้างปลาตำเหงือก แปรงฟันแล้ว แปรงฟันเล่า ก้อยังรู้ึึสึกเหมือนอะไรตำเหงือกอยู่ดี

แถมตั้งแต่ไปที่นู้น เศษอาหารก้อติดฟันบ่อยมาก (ไม่เคยเป็นเลยนะ) ก้อแปลกใจตัวเองเหมือนกัน วันนี้ สบโอกาสก้อเลย พาตัวเองไปหาหมอฟันซะหน่อย

จุดหมายแรกคือ ร้านหมอฟันที่ห่างจากบ้านไปไม่ไกลนัก แถมร้านนี้เป็นหมอฟันสาวๆ หมด! แต่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ร้านนี้ปิดแต่บ่ายสอง

ไม่เป็นไร แถวๆ บ้านเรามีตั้งหลายที่ ไปที่ร้านอื่นก้อได้ว่ะ...ว่าแล้วก้อไปร้านที่สอง คนแน่นร้านมาก พอเหลือบดูหมอฟัน ก้อถึงบางอ้อว่าทำไม คนเต็มร้าน ก้อเป็นเพราะหมอฟันสวยนี่เอง อิอิ

ก้อเลยตั้งใจจะอุดหนุนร้านนี้ซะหน่อย ที่ตั้งใจจะอุดหนุนร้านนี้ เพราะ้เห็นว่า คนเยอะน่าเชื่อถือนะครับ ไม่เกี่ยวกับหมอสวยแต่อย่างใด (จะมีคนเชื่อเราไหมนี่) พอถามเด็กที่หน้าเคาืท์เตอร์ เค้าก้อบอกว่า "ต้องนัดนะครับ รอไม่ได้คิวยาวมาก"

เฮ้ย...ขนาดนั้นเลยเหรอว่ะ แค่หมอสวยนี้คนล้นเลยเหรอ? แบบนี้ มันต้องเรียกว่า "วิกฤติหมอฟันขาดแคลนในปากน้ำ" ซะแล้ว

ว่าแล้ว ผมก้อย้ายไปร้านที่สาม ก้อพบว่า มันปิดแล้วเช่นกัน

เลยเดินต่อมาเรื่อยๆ ก้อเจออีกร้าน แถมไม่มีคนรอเลย....หมอฟันที่ทำฟันเป็นลุงอ้วนๆ กับป้าๆ แต่งตัวแบบเจ๊แดง

ช่างไม่มีอะไรน่าดึงดูดใจให้เข้าไปทำเลยบ่ะ

แต่คนอย่างผมนั้น เืมื่อง้างนกแล้วต้องยิง ก้อเลยลองเสี่ยงดวงกับลุงป้า คู่นี้ดู

หลังจากรอประมาณ 15 นาที (เพราะหมอกำลังทำฟันอยู่) ก้อได้เวลาตรวจ ผลตรวจออกมานั้น น่าประหลาดใจยิ่ง ตาลุงหมอฟันบอกว่า

ที่น้องเป็นนะ เพราะว่าเหงือกมันบวม ส่วนเหตุที่มันบวม เพราะว่าช่องเหงือกกับฟันกรามนั้น มันมีรูโบ๋วอยู่ ส่วนสาเหตุที่มีรูโบ๋ว นั้นเพราะโครงสร้างฟันกรามน้องเบี้ยว
เวลากินข้าวเคี้ยวข้างไหน? --> ขวาครับ
แน่นอนหล่ะ ฟันด้านซ้ายน้องมันขบไม่สนิทกัน ด้านขวาก้อเยื้องทำให้เหงือกเป็นรู
อ้าว..หมอ แล้วทำไมผมพึ่งมาเป็นอ่ะ เป็นเมื่อสองอาทิตย์นี้เองนะ

ก้อคนเรามันรู้สึกช้าเร็วต่างกัน การที่เศษอาหารติดฟันก้อเป็นอาการบ่งบอกแ้บบหนึ่งนะ เรื่องพวกนี้มันแต่เกิด เริ่มแต่อายุ 10 - 12 ปี ตอนนี้วิวัฒนาการยังไม่ถึงหรอก ทำให้เราไม่รู้ตัว...แต่ตอนนี้รักษาได้แล้ว และถึงถ้าไม่รักษานะ จะทำให้ปวดหัวข้างเดียวแบบไม่ทราบสาเหตุบ่อยๆ ด้วย
โอ้ว...แม่นเลย พระเจ้าจอร์จ เพราะผมปวดหัวบ่อยมาก (ไม่เชื่อดูซิ) แล้ววิธีการรักษาหล่ะ

จะเอาแบบไหนหล่ะ...แบบง่าย ไปยาก เพราะเรื่องพวกนี้ ต้องเสียสละแรงกาย แรงใจพอสมควรนะ คนไข้ก้อต้องทนมีอะไรมาใส่ในปาก ต้องอดทนอย่างน้อยสองปี (O_o กรึ๋ย..) เพื่อจะรักษาแบบถาวร แต่ถ้าเอาให้แค่หายปวดฟัน กินอะไรไม่ติดฟันก้อทำได้นะ
เออ...แล้วมันจะคุ้มไหมหมอ?

โอ๊ย...คิดว่าอยู่กี่ปีหล่ะ? เสียเวลาทำ 2ปีกว่าๆ ก้อต้องคุ้มแน่นอน มันขึ้นกับคนไข้ว่าจะยอมรักษาไหมมากกว่า เีืรื่องพวกนี้ มันอาศัยหลายๆ ปัจจัย
หลังจากฟังผล analyse และ Vision ของหมอแล้ว ก้อยอมให้หมอรักษาแบบ Full-Option ซึ่งหมอมี Master Plan ดังนี้

#1 - ฉีดยาชา และแคะเศษอาหารในร่องเหงือกก่อน เพื่อให้เหงือกบรรเทาอาการบวม จะได้ไม่เจ็บปาก
แถมตอนนี้ ฟันกรามซี่นี่มันก้อเริ่มผุแล้วด้วย หมอบอกว่า ถอนไม่ได้เพราะจะทำให้กระเทือนไปหมด ตอนนี้รักษาแบบชั่วคราวไปก่อน

#2 - ขูดหินปูน (ตามคำขอคนไข้)

#3 - พิมพ์แบบฟัน - กดซะปากกูจะพัง

#4 - X-Ray ฟัน - สำหรับเป็นข้อมูลไปวิเคราะห์

แล้วปีหน้ามาฟัง plan การรักษาอีกที เพราะหมอขอตัวไปคำนวนก่อน ว่าจะดัดฟันผมยังงัย แต่อย่างไรก้อดีหมอสัญญาว่า "ไม่เจ็บจ้า....ไม่เจ็บ"

จะเรียกว่า "งานเข้า" ก้อได้ เพราะอายุตั้ง 30 พึ่งจะมาเริ่มดัดฟัน แต่ผมมองว่า ไม่ได้จัดฟันเพื่อความสวยงาม แต่เพื่อรักษาร่างกาย (เพราะเราเป็นโรค) งานนี้ ก้อต้องยอมเจ็บตัวกันหน่อยหล่ะครับ

แต่ที่แน่ๆ พอหมอเช็คบิลออกมานี่ ผมปวดหัวสองข้างเลย เพราะ 4 อย่างข้างต้นหมดไปแล้ว 4 พันบาท T_T

ทำทั้งปากจะหมดเป็นแสนไหมฟ่ะนี่ T_T

ปล. ปีหน้าใส่ฟันเหล็กแน่นอน ฮือๆ ไม่อยากใส่เลย...

December 20, 2008

Change

ปีนี้กำลังจะหมดไปแล้ว ในไม่กี่วันนี่เอง อย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดในปีนี้คือ ปีนี้เป็น "ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง" หรือ CHANGE นั้นเอง

เริ่มจากที่ต่างประเทศก่อน ในสหรัฐเองนั้น ก้อได้ประธานาธิปดีใหม่ชื่อ Barack Obama และเป็นประธานาธิปดีคนแรก เป็นผิวสีในประวัิติศาสตร์สองร้อยกว่าปีของประเทศนี้

ตอนนี้ ประเทศไทยของเรา ก้อได้เวลา CHANGE แ้ล้วเช่นกัน เพราะจากคนที่เป็นฝ่ายค้านมานานกว่า 8 ปี วันนี้ได้กลับมาเป็นรัฐบาลแล้ว และทำให้ประเทศเราได้ผู้นำอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยด้วย

และผู้นำที่ว่าืคือ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้นเอง...

สมกับกระแส CHANGE ของ โอบามา ที่ลามไปทั่วโลก...งานนี้ ประเทศไทยของเราก้อได้เลยได้ โอบามาร์ค เข้ามาซะเลย

หลายๆ คนอาจจะงงว่า "ทำไมผมถึงได้มาเขียนเรื่องนี้ ในวันนี้?"

เหตุผลที่พึ่งมาเขียนถึงวันนี้ เพราะว่าช่วงที่ โอบามาร์ค ได้รับโปรดเกล้าฯ และกำลังพอร์ม ครม. อยู่นั้น ผมกำลังอยู่ที่เวียดนาม และไม่อยากเอาอะไรที่จากเมืองไทย มาปนเปื้อนกับบันทึกการเดินทางของผม ดังนั้น ผมเลยยกยอดมาเขียนวันนี้

ถ้าถามว่า รัฐบาลนี้เป็นยังงัย ก้อขอบอกว่า ลองไปอ่านบันทึกเก่าๆ ของผมดูแล้วกัน (อ้างอิืง : มืด) และก้อหวังว่า รัฐบาลนี้จะกู้ชื่อเสียงของประเทศไทยของเราคืนมาได้ ในภาวะ "ไร้ตัวเลือก" แบบนี้

แค่ท่านไม่โกงกิน และไม่ทะเลาะกัน เอาแต่ทำงานไปวันๆ ประเทศเราก้อโตแล้ว เพราะประเทศเราพร้อมทุกด้าน เสียอย่างเดียว...

มีนักการเมืองนี่แหละ
สำหรับวันนี้ คงต้องขอบันทึกถึงท่านผู้นำใหม่ซะหน่อย (แต่ยังไม่กล่าวถึง ครม.นะครับ เพราะตอนนี้ โผ ครม.ยังไม่เรียบร้อย) โดยผมทำการรวบรวมข้อมูลที่ผมได้เจอมารวมๆ กันไว้ ดังนี้

#1: มุมมองของคนเวียดนาม -> อ๊ะ...เกี่ยวอะไรด้วย! แหม...ไม่อยากบอกว่า คนที่นู้นนะ ถ้าพูดถึงเมืองไทยเค้าจะคิดสองอย่างเลย คือ ทองเหลา และ การเมือง (ไม่ว่า เสื้อเหลือง, เสื้อแดง, ทักษิณ etc) และเมื่อประเทศไทยมีนายกใหม่ปุ๊บ เค้าก้อรู้ปั๊บ มีแต่รุมถามเรื่องนี้ เพราะทุกคนในที่นั้น เห็นว่า คุณมาร์คเป็นประมาณว่า นักการเมืองหน้าใหม่, ไฟแรง, รูปหล่อ, การศึกษาดี etc.

ต่อไป ก้อฝีมือบริหารแหละ....ขอให้ดีเหมือนหน้าตา และการศึกษานะจ๊ะ <-- อันนี้ ผมพูดเอง

#2 SMS
-> หรือบางคนเรียกว่า Short Mark Services (อ่านที่นี่) อันนี้ ไม่รู้จะเรียกว่า "นวัตกรรมใหม่ทางการเมือง" ได้ไหมนะครับ สำหรับข้อความที่แสดงนั้น จะเป็นดังนี้

ผม นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ขอเชิญท่านร่วมนำประเทศไทยออกจากวิกฤติ สนใจได้รับการติดต่อจากผม กรุณาตอบ 1 มาที่เบอร์ 9191 (3 บ.)

ถ้าทำตาม SMS จะได้ยินเสียงนายกฯ ดังนี้

ผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผมทราบดีกว่า พี่น้องประชาชนกำลังเดือดร้อน เครียด ผมจึงตั้งใจอย่างเต็มที่ที่จะทุ่มเทใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ช่วยเหลือ บ้านเมือง แต่ผมคงจะทำไม่สำเร็จหากคนไทยไม่สามัคคีกัน จึงอยากขอโอกาสจากทุกคน
แต่สำหรับผมมันแปลกดี...สำหรับรายละเอียดของข่าว ดูได้จากที่นี่

#3 แหวนยายเนียม -> อันนี้เป็นที่ฮือฮาไปทั่ว อันมาจากคำกล่าวตอนหนึ่งของนายกฯ เองหลังได้รับโปรดเกล้าฯ (อ่านทั้งหมด ที่นี่)

ผมไม่ลืมพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ลืมว่าความใฝ่ฝันของพี่น้องคือความสันติสุข ความสงบสุขที่รอคอยคือความสุขของท่าน ผมไม่ลืมพี่น้องชาวเหนือเมื่อครั้งที่มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนหลายครั้งในยามทุกข์ ยามสุข ที่ประสบภัยพิบัติหลายครั้ง และยังจำได้ว่ามีเด็กหนุ่มคนหนึ่งวิ่งตามรถแห่หาเสียงตะโกนบอกว่าอยากฝากบ้านเมืองให้ผมดูแล

ส่วนพี่น้องชาวอีสาน ผมได้ทราบทุกข์สุขของท่าน ไม่ลืมวัน ที่ปั้นข้าวเหนียวที่ไร่มันสำปะหลัง และอดที่จะเอ่ยถึงไม่ได้ คือ "คุณยายเนียม" ที่ อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี ที่ได้มอบแหวนวงนี้ (ชูแหวน) ให้ผม และได้หมั้นผมกับคนอีสานไว้แล้ว วันนี้ผมได้ทำงานให้คนอีสานของท่านและจะทำงานร่วมกับท่านด้วยความซื่อสัตย์

เล่นเอาเป็น Talk of the town ไปเลยงานนี้ ยายเนียมกลายเป็นดังข้ามคืน นักข่าวให้ความสนใจยายเนียมมากกว่านายกฯ ใหม่ซะแล้ว

555

วันนี้ ก้อขอจบเรื่องการเมืองแต่เพียงแค่นี้ก่อนนะครับ เดี๋ยวจะมีเสื้อเหลือง เสื้อแดงมายุ่งกับผม...

December 19, 2008

เวียดนาม : 13 - กลับบ้าน

วันนี้ เป็นวันสุดท้ายที่จะอยู่ในประเทศเวียดนาม เพราะครบกำหนดกลับบ้านแล้ว...ตลอดระยะเวลาสองสัปดาห์มานี้ ผมก้อมีความสุขในเมืองนี้มากๆ ซึ่งตรงนี้จะเป็นบทสรุปให้กับทุกคนที่ได้มาอ่่าน แล้วเกิดลังเลว่าจะไปเวียดนามดีหรือไม่?

ข้อมูลตรงนี้ ก้อพอจะช่วยให้ท่านตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

ผู้คน -> ไม่ยิ้มแย้มเหมือนบ้านเรา ไม่ได้แปลว่าเค้าไม่มีน้ำใจนะครับ ต้องบอกว่าน้ำใจเค้ามากกว่าบ้านเรานัก เพียงแต่เค้าไม่ยิ้ม?

แล้วเอาอะไรมาบอกว่าเค้ามีน้ำใจ ผมจะยกตัวอย่างให้ฟังนะครับ เช่น ถามทาง เค้าก้อไม่เคยด่า หรือต้องเอาเงินซื้อของเค้าก่อน, คนแก่ขึ้นรถเมล์ กระเป๋าก้อช่วยจูง, นิสัยเป็นมิตร แ้ม้ผมจะพูดภาษาเค้าไม่ได้ เค้าก้อไม่เบื่อที่จะรับรองในฐานะแขกคนหนึ่งของบ้านเมืองเค้า

อาหาร -> ขอบอกว่า อาหารเวียดนามที่บ้านเรานั้น เป็นไทยประยุกต์ทั้งสิ้น อาหารพื้นๆ ตามร้านทั่วไปที่ไ่ม่ได้ขายฝรั่ง หรือตามข้างทางนั้น รสชาติจะออกเค็มปี๋ หรือไม่หวานสาดดดด แถมน้ำจิ้มเค้าจะออกกลิ่นกระปิหมดเลย

ส่วนอาหารที่ขายฝรั่งนั้น จะพบได้ตามย่านหลอกฝรั่งใจกลางเมือง และรัศมีรอบๆ ไม่เกิน 2 KM. รสชาิติก่อน่าจะถูกปากมากกว่า (สำหรับผม)

ค่าใช้จ่าย -> เรื่องกินบอกได้เลยว่า "ถูก" กว่า กทม.เยอะ ถ้าเป็นพวกริมทาง ก้อประมาณ 30 - 40 บาทต่อจาน (แต่จานเดียวอิ่มนะ เพราะจานใหญ่) ถ้าเป็นร้านไม่ได้ไว้หลอกฝรั่งก้อแพงกว่า ริมทางประมาณ 5 บาท แต่ถ้าร้านหลอกฝรั่ง ก้อแพงหน่อย จานละ 60 ขึ้นไป ซึ่งแปลว่าอยากกินถูกต้องตระเวนไปไกลหน่อย...

ส่วนค่าแท๊กซี่นั้น อย่าให้เซด...แพงสาดดด เหมาะกับการนั่งระยะทางใกล้ๆ มากกว่า เพราะถ้านั่งไกลๆ มันแพงกว่าเมืองไทยเยอะ (ผมเจอไป 20 KM จ่ายไป 200 กว่าบาท)

ที่พัก -> บอกได้คำเีดียวว่า "แพง" เนื่องจากที่ดินใน HCMC นั้น ตร.ม.ละเป็นหมื่นๆ บาท ดังนั้นใครพักโรงแรมหรู 5 ดาว ก้อ 70USD ต่อคืนอัพ

อย่างผมพักโรงแรม 3 ดาว ก้อคืนละ 26 USD ถือว่าใช้ได้เลยนะ แค่ไม่มีอาหารเช้าเท่านั้น

แต่ถ้าใครอยากได้โรงแรมถูกกว่านี้ มีไหม? คำืตอบคือมีครับ โรงแรม 3 ดาว คืนละ 10 USD แต่มันอันตรายโคตร เนื่องจากพวกเราไม่ใช่คนท้องถิ่น จะโดนลักขโมยของได้ง่าย

วัฒนธรรม -> ก้อพี่ไทยนี่แหละ เรียกว่า เพราะเค้ามีอะไรที่เหมือนเราทุกอย่าง...รวมถึง "วัฒนธรรมใต้โต๊ะ"ด้วย แถมเค้ายังมี Idiom (สำนวน หรือคติพจน์) ที่คล้ายๆ คนไทย เช่น เค้าบอกว่า "คนขี้เหร่ ขี่ Honda SA นั้นสาวล้อมมากกว่า รูปหล่อปั่นรถถีบ"

แหม...อะไรจะเหมือนกันขนาดนี้....

แต่อย่างหนึ่ง ที่ไม่เหมือนเรา คือ วัฒนธรรมความเป็นระเบียบ ซึ่งเค้าแย่กว่าบ้านเราอีก, การกิน -> เคี้ยวจั๊บๆ แบบไม่เกรงใจใคร และ วัฒนธรรมความสะอาด -> ประมาณว่า เค้าไม่รู้ว่า ของตกพื้น ห้ามเก็บกิน etc. (แต่อาหารเค้าสะอาดพอตัวนะ กินแล้วท้องไม่เสียแน่นอน)

การจราจร -> บัดซบที่สุดในโลก เพราะไม่มีใครยอมใคร ไม่มีใครสนกฏจราจร ดังนั้นการข้ามถนนที่นี่ ต้องมองรอบด้าน มองหน้ามองหลังอย่างเดียวไม่พอ ต้องมองซ้ายมองขวา ด้วย เพราะบางครั้งนั้น ก้อมีรถที่แหกกฏวิ่งสวนเลนออกมา


เอาหล่ะ...ปิดท้ายวันนี้ ขอนำรูปสนามบินเค้า ตอนกลับบ้านมาฝากกัน ก้ออารมณ์ประมาณดอนเมืองอ่ะ ดีไม่ดี ดอนเมืองใหญ่กว่าอีก



อันเป็นบรรยากาศระหว่างการ check-in ขึ้นเครื่องนะครับ คนเยอะมากเลย เที่ยวนี้ แสดงว่าคนนิยมไปเมืองไทยกันนะครับ :D



อันนี้ ถ่ายตอนรอขึ้นเครื่อง....run-way เค้าก้อดูเก่าๆ ไงไม่รู้

ก้อได้เวลาเหินฟ้ากลับบ้านแล้ว....งวดหน้าฟ้าใหม่มาอีก คงมีเรื่องมาอัพเดท กันอีกเยอะเลยครับ :D

ปล. มาที่นี่ โปรดระวัง Xich Lo ด้วยเด้อ...เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน

December 18, 2008

เวียดนาม : 12 - Pre-Wedding

สำหรับการไปที่เวียดนามครั้งนี้ผม นอกจากจะไปทำงาน หรือว่า work-shop กับพนักงานที่นู้นแล้ว (อ่านข่าวเก่า) อีกจุดประสงค์ก้อคือ มาเยี่ยมน้องคนหนึ่งที่นี่ เพราะเค้ากำลังจะแต่งงาน

หลายๆ คนอาจจะงงว่า มันพิเศษตรงไหนเหรอ ที่คนจะแต่งงาน ปีนี้เพื่อนๆ กันก้อแต่งไปหลายคู่ นับแต่ เพื่อนอ้น, คุณเบบี้ และปิดท้ายด้วย Nichalala

สำหรับน้องคนนี้นั้น เค้าทำงานที่สาขาเวียดนามมาตั้งแต่เปิดบริษัทใหม่ๆ เป็นพนักงานหมายเลข 3 เลยก้อว่าได้ แถมเป็นแกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาล

เอ้ย...ไม่ใช่ๆ ตอนนี้ เราอยู่เวียดนาม เราไม่เอาเรื่องเมืองไทยมาเกี่ยว....

เอาใหม่ๆ แถมยังเป็นแกนหลักของทีมที่นู้นด้วย แต่ด้วยปัญหาบางประการเกี่ยวกับสุขภาพ ทำให้เค้าต้องหยุดทำงานไป 1 เดือนเพื่อรักษาร่างกาย (ตอนหลังว่า ทราบว่าเป็นโรคเกี่ยวกับไต...แต่ผมให้รายละเอียดไม่ได้นะ ว่าเค้าเรียกว่าโรคอะไร) แต่สุขภาพเค้าก้อไม่ได้ดีขึ้น มีแต่ทรงกับทรุด

ผมก้อเคยถามๆ เค้านะ ว่าเมื่อไหร่จะหายโรคนี้ (เพราะมันเสียเวลางานนะ...เวลาเอ็งไปหาหมอ :P) เค้าก้อบอกว่า "หมอบอกว่ารักษาไม่หาย" อ่ะ แถมจากเป็นโรคนี้นั้น จะทำให้เค้ามีอายุอยู่ต่อได้อีก 10 ปีเท่านั้น

O_o หมอ...ปากดีมากเลยๆ

นอกจากนี้ คนในครอบครัวเค้า คือคุณพ่อเค้า ก้อได้เสียชีิวิตด้วยโรคนี้ ด้วยวัยเพียง 42 ปีเท่านั้น

ฟังแล้วเศร้าจัง T_T

แน่นอนคนที่ได้ข่าวร้ายแบบนี้ ก้อต้องสั่งเสียคนรอบข้าง หนึ่งในนั้นคือ แฟนของเค้าน่านแหละ เจ้าตัวบอกกับแฟนเค้าว่า "เธอไปหาผู้ชายคนอื่นที่ดีกว่าฉันเหอะ...เพราะฉันอยู่ได้อีกแค่ 10 ปีเท่านั้น"

แต่สาวเจ้าใจเด็ด...และบอกว่า "ไม่...ฉันจะอยู่กับเธอ"

โอ้ววววว......และเมื่ออยากอยู่ด้วยกันนั้นแล้ว ทั้งสองเลยตกลงแต่งงานกัน ในปลายปีนี้

แหม...ช่างเป็นนิยายรักที่โรแมนต์มากๆ ไม่รู้ว่า ชีวิตเราจะได้เจอกับคนดีๆ แบบนี้กับเค้าบางไหม? แต่อย่างว่าแหละครับ บ้านเค้ายังเจริญทางวัตถุน้อยกว่าบ้านเรานัก ทำให้เรื่องแบบนี้ ยังพบเห็นได้ในประเทศเค้า...

กลับเข้าเรื่องอีกที.....และเมื่อเป็นเช่นนี้ น้องเค้าเลยต้องมีปาร์ตี้แจกการ์ดทุกวัน และวันนี้เป็นอีกวันที่เค้าต้องไปแจกการ์ด และผมก้อกระแดะตามไปด้วย ดูรูปเลยดีกว่า



สำหรับเจ้าบ่าวผู้โชคดีรายนี้ ก้อคือ อีตาคนใส่แว่นน่านเอง ส่วนว่าที่ภรรยา คือผู้หญิงคนทางซ้ายมือนะครับ...ส่วนไอ่สองคนที่เหลือในรูป เป็นอีตาหัวหน้าติ๊งต๊อง (คือตัวผมนี่แหละ) กับ Xe Om ส่วนตัวของผมเอง

บรรยากาศในงานก้อเฮฮาปาร์ตี้ มีการกินเลี้ยงฉลองกัน (โปรดสังเกตนะว่า ว่ามีขวดเบียร์ด้วย...บนโต๊ะนะ ไม่กี่ขวด แต่ข้างล่าง เป็นลังๆ เลย) และก้อมีการแจกการ์ดให้กับแขกในงาน (ทำไมไม่ส่ง e-mail มาให้ฟ่ะ...เสียเวลา เสียตังค์เปล่าๆ)

สำหรับเมนูวันนี้ เป็นเมนูพิเศษ เพราะอาหารวันนี้ คือ "เนื้อแพะ" ครับ รสชาติคล้ายๆ เป็ดแต่เหนียวกว่าเยอะ.....เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ ก้อได้กินแพะวันนี้แหละครับ :D

ก้อขออวยพรให้ทั้งเจ้าบ่าว และเจ้าสาวคู่นี้ รักกันยั่งยืน จวบจนวันสุดท้ายของชีิวิตเลยนะครับ :D

ปล. มีคนบอกว่า เรื่องโรคนี่..มันขึ้นอยู่กับใจ การได้อยู่กับคนที่เรารักนี่ อาจจะทำให้อายุยืนยาวขึ้นก้อได้...แต่ผมกลัวมันจะสั้นลงนะซิ อิอิ

December 17, 2008

เวียดนาม : 11 - Party At Home

หัวข้อวันนี้ ไม่ได้กล่าวเรื่องเดียวกับที่พวก e-mail ลูกโซ่ส่งมาหรอกนะครับ แต่อันนี้เป็นเรื่องของ Party ที่แสนถูก....นั้นคือ Party ที่จัดที่บ้านของท่านเอง

แบบว่า สนุกตอนกิน แต่เหนื่อยตอนเก็บกวาด อิอิ

และำสำหรับวิถีชีิวิตชาวญวณในเมืองใหญ่ๆ แบบ HCMC แล้วนั้น น่าสงสารมาก เพราะว่าเงินเดือนนั้น ราวกับแม่บ้านตามตึกใหญ่ๆ ใน กทม. แต่ค่าครองชีพในเมืองนั้น สูงกว่าใน กทม. มาก O_o

ดังนั้น ประชากรส่วนใหญ่จะกินข้าวที่บ้านกัน เพื่อประหยัดทรัพย์...แต่จะว่าไปนะ เท่าที่ผมสัมผัสดูมันก้อไม่ได้แพงมาก ขึ้นกับร้าน แต่เฉลี่ยๆ แล้วสำหรับร้านที่ระดับร้านอาหารทั่วไป นั้นก้อไม่แพงมากนะ เช่น จ่ายไป 700,00 VND (ราวๆ 1,400 บาท) ต่อการเลี้ยงคนราวๆ สิบคน พร้อมเบียร์อีกลัง!!!

แต่บางร้าน กินไปก้อขนลุกไปเหมือนกันนะ....ดังนั้น ถ้าจะกินข้าวในเมืองนี้ ก้อต้องคิดนิดนึงเหมือนกัน

------------------------------ เข้าเรื่อง -------------------------------------

ก้อเนื่องจากเมื่อวานก้อปาร์ตี้ วันนี้ ทางเจ้าภาพ (ไม่ใช่ผมนะ...เพราะผมเป็นแขก) ก้อได้นัดแนะกันเจี๊ยะอีกหล่ะ แต่วันนี้ จะไปเจี๊ยะกันที่บ้าน ไม่ได้กินตามร้าน (เพราะมันแพง...สำหรับเค้า)

บรรยายกาศการกิน ก้อเลยเป็นแบบนี้ ดูรูป



บรรยากาศการเตรียมอาหารค่อยข้างขลุกขลักเล็กน้อย เพราะเป็นการเตรียมอาหารแบบชายล้วน อิอิ

กระซิบนิดหนึ่ง บรรดาพ่อครัวกิติมาศักดิ์ เค้าชอบบ่นๆ กันว่า เค้าไม่ชอบงาน "ล้างจาน" หรือ "ขอดเกล็ดปลา" หรือ "ล้างผัก" เท่าไหร่? เพราะพวกนี้ มันงานของผู้หญิง (Lady Job)

แหม...อย่าบ่นกันไปเลย อีกหน่อยพวกแต่งงานไป ก้อต้องทำงานพวกนี้อยู่ีดี 555

หลังจากเตรียมการล้างชาม จาน หั่นผักหั่นปลา เป็นที่เรียบร้อย ก้อได้เวลาเจี๊ยะ ดังรูป



จากรูปคือ อาหารประำจำวันนี้นะครับ มันคือ อ่า....เรียกไม่ถูกเหมือนกันแหะ แต่เป็นอาหารประจำชาติเค้าอ่ะ เหมือนคนไทยกินข้าว เค้าก้อกินไอ่นี่แหละเป็นอาหาร คล้ายๆ แหนมเนืองที่เรากินกันตามร้านอาหาร แต่อันนี้ไม่ใช่

หลักการกินคือ เอาแป้ง (แหนมเนือง) มากางฝ่ามือ แล้วคีบผักกาดวาง จากนั้นเอาแตงกวาวาง เอาหมูชิ้นวาง (ของบอกว่า ที่นี่เค้ากินหมูสามชั้นกันอ่ะ....) เอา Bun Bo (ขนมจีนบ้านเรานี่แหละ) วางอีกนิด แล้วก้อม้วนๆๆ จิ้มกับน้ำจิ้ม กลิ่นกระปิ (เหม็นพอตัว) แล้วกิน

อาหร่อยยยยยยยย

ส่วนที่เป็นหม้อๆ นั้น คือ หม้อไฟญวณ ซึ่งผมชอบมาก และไม่เข้าใจว่าทำไมบ้านเราไม่มี แต่บ้านเราชอบหมูกระทะ กินไปหน้ามันแผล่บๆ แต่อันนี้ ไม่ได้ทำให้เราร้อนบ้าบอแบบหมูกระทะ เลย (ทั้งๆ ที่อากาศบ้านเ้ค้าก้อร้อนพอๆ กับบ้านเรา)

หลักการของหม้อไฟเค้า คือเป็นเตาแก๊ส เหมือนเตาปิ้งไฟฟ้านี่แหละ อยากต้ม ก้อเอาหม้อมาตั้ง ปิดแก๊ส รอเดือด....แล้วก้อเจี๊ยะ

สำหรับอาหารหม้อไฟวันนี้ ก้อเป็นต้มปลาีนี่แหละ ต้มปลา่หมอ กับปลาสลิด เอาเนื้อมันไปจิ้มน้ำปลาพริก แล้วกิน...อืม อร่อยนะ ขอบอก แ่ต่น้ำปลาบ้านเค้าเค็มมาก

ขอบอกเช่นกัน

เรียกว่าสนุกสนาน ในสไตล์บ้านๆ ที่เข้าถึงวัฒนธรรมเค้าจริงๆ

งวดหน้า พี่ไทยคนนี้จะแสดงฝีมือทำอาหารไทยให้กินบ้าง

555

December 16, 2008

เวียดนาม : 10 - Curly HBD

วันนี้ พิเศษกว่าวันอื่นๆ หน่อย คือวันนี้เป็น "วันเกิด" เพื่อนที่ทำงาน นะครับ ชื่อของเค้าคือ Curly

ขออธิบายเรื่องที่ทำงานนิดหนึ่งก่อน คือว่า บริษัทผมเปิดสำนักงานใน Software Park และในนี้มีสำันักงานมากมาย น้องที่ำทำงานนั้น ก้อมีเพื่อนทำงานในบริษัทอื่นด้วยใน Software Park ด้วยกัน ทำให้ผมได้รู้จัก Curly

อีตา Curly นั้น เค้าไม่ได้ชื่อ Curly แต่อ้อนแต่ออกจากท้องแม่มาหรอกคับ เค้าชื่อว่า Khang แต่ว่าเนื่องจาก ผมเค้าหยิก เพื่อนๆ เลยเรียกว่า Curly (ผมหยิก) และง่ายดี สำหรับคนต่างภาษาสำหรับผม :D

เอาหล่ะ กล่าวมาน้ำลายท่วมปากมากหล่ะ เข้าเรื่องดีกว่า เริ่มจากตอนเย็น Curly ชวนเพื่อนๆ เค้า บางคนก้อทำงานที่บริษัทผม และบางคนก้อ "เคย" ทำงานที่บริษัทผมแต่ย้ายไปอยู่กับ Curly และบางคนไม่ได้ทำงานที่บริษัทผมและ บริษัท Curly แต่มาร่วมแจม

งงม๊ะ...ถ้างงดูรูปดีกว่า



ทายซิคนไหนคือ Curly ....คำตอบคือ คนที่ยืนครับ :D

อันนี้เป็นรูปอาหารเย็นวันเกิดของ Curly เค้า....หลังจากรับประทานอาหารเย็นเรียบร้อยแล้ว เราก้อไปต่อกันอีกที่ Karaoke แถวๆ นั้น



จากซ้ายไปขวา...นำทีมโดย Curly ต่อไปเป็นพนักงานบริษัทผม อีกสองคน ตามด้วย พนักงานเก่า และเด็กส่งกาแฟ ประจำตึก -"-

หลายคนอาจจะงง ว่า "เอ๊ะ..ไปเกะกับเค้า แล้วจะร้องเพลงญวณได้เหรอ?" หึ หึ ดูรูปเองเลยดีกว่า...



เป็นไงหล่ะ...รู้จักพี่ไทยน้อยไปแล้ว

อิอิ

December 15, 2008

เวียดนาม : 09 - Grand Opening

วันนี้ ไม่ค่อยมีอะไรตื่นเต้น เท่าไหร่นะ..บอกก่อน

ตอนเช้าจะไปทำงาน บังเอิญผ่านร้านนี้เข้า ดูรูป



เฮ้ย....ร้านก้อดูใหม่นะ แต่ทำไม "พวงหรีด" เต็มไปหมด

พอมาถามน้องที่ office ก้อได้ความว่า ร้านนี้เค้าฉลอง Grand Openning ร้่านใหม่ครับ และเป็นธรรมเนียมที่นี่ ที่เค้าจะนำ พวงหรีด สีสดใส มาแสดงความยินดีกับเจ้าของร้าน (เจ้าของกิจการ) ที่เริ่มต้นกิจการใหม่ ด้วยความเชื่อที่ว่า จะเจริญรุ่งเรืองต่อไป....

โอ้ว...ต่างจากพี่ไทยลิบลับเลย เพราะว่า ถ้าใครเอาพวงหรีดมาให้เจ้าของร้าน มีหวังชกกันปากแตกแน่ๆ

ก้อเป็นอีกเกร็ดเล็ก เกร็ดน้อยในประเทศนี้นะครับ หวังว่า วันนี้ ทุกท่านคงมีความสุขกันเด้อ \(^^)/

ปล. ร้านนี้ไม่ใช่ Cafe Om หรือ Bia Om แต่อย่างใดเด้อ....คาดว่า เป็นร้านอาหารที่อยู่ในเกรด B+ ขึ้น เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว :D

December 14, 2008

เวียดนาม : 08 - Must-See Places (2)

เพื่อไม่เป็นการเสียเวลานะครับ ขอต่อจากเมื่อวานเลยแล้วกัน....

วันนี้ ตื่นสายหน่อย แบบว่าขี้เกียจอ่ะ...หลังจากตื่น หาอะไรกิน แล้วก้อเริ่มเดินจากตามแผนที่ เพื่อไปยัง Must-See Place ตามกองท่องเที่ยวของญวนแนะนำ วันนี้นั้น ผมตั้งใจจะไปที่แรกเลยคือ Reunification Palace หรือภาษาญวณ เรียกว่า Dinh Thống Nhất น่านเอง สำหรับความสำคัญอย่างไรนั้น ก้ออ่านใน Wikipedia เหอะครับ เพราะมัน formal มากๆ แต่ผมจะแสดงสิ่งที่ต่างแตกจากสิ่งใน wikipedia กล่าวไว้....

เริ่มต้นการเดินทางนั้น ผมก้อเดินตามแผนที่นี่แหละ ในแผนที่บอกว่า ผมต้องเจอสวนสาธารณะขนาดใหญ่ และไอ่เจ้า Reunification Palace จะอยู่ด้านหน้าเอง

พอเดินมาได้ซัก 15 นาทีจากโรงแรม ก้อจะเจอสวนสาธารณะจริงๆ แถมมีกาแฟบริการด้วย (ราคาแพงนิดหน่อย แต่ก้อโอเคนะ) ดังรูป



หมายเหตุ อันนี้กาแฟธรรมดานะครับ ไม่ใช่ Cafe Om แต่อย่างใด อิอิ

หลังจากนั้น ก้อเดินตามถนนในสวนสาธารณะเรื่อยๆ จนมาเจอ Xich Lo (อ่านว่า ซิก โล) เข้า...ดังรูป



สำหรับค่าบริการของ Xich Lo ที่ผมเจอนะครับ คือ 1 ชม. คิดแค่ 100,000 VND (ราวๆ สองร้อยบาท) ในใจผมคิดว่า "แมร่ง..แพง แต่เอาว่ะ ครั้งเดียวในชีวิต ให้มันซะ 1 ชม. หล่ะกัน" ว่าแล้ว ก้อตอบตกลงไอ่เจ้า Xich Lo คนนี้ไป

คุณ Xich Lo ก้อพาผมมายัง Reunification Palace ดังรูป



ค่าเข้าชม นั้นถูกแสนถูกจริงๆ แค่ 15,000 VND เอง (หรือประมาณ 30 บาท) แถมมีไกด์สาวนำชมอีกด้วย ภายใน Reunification Palace ถูกแบ่งออกเป็นสี่ชั้น โดยชั้นแรก (Ground Floor) เป็นห้องประชุม และห้องจัดเลี้ยง ของบรรดาแขกท่านผู้นำ ดังรูป



จากรูป นี่คือ Cabinet Meeting Room



ส่วนอันนี้ ก้อ banquet room

ส่วนชั้นสองนั้น จะเป็นห้องทำงานของท่านผู้นำ ดูรูปเลย



ข้างบนนี้ คือโต๊ะท่านผู้นำครับ



ห้องแป๊ะอะไรไม่รู้ แต่เป็นห้องประชุมอะไรบ้างอย่างของผู้นำนี่แหละ ดังนั้น ขอข้ามไปชั้น 3 เลยหล่ะกัน

ชั้นสามเป็นห้องเพื่อความบันเทิง มีทั้งสวนหย่อม, โรงภาพยนต์, ห้องสำหรับเล่นพนัน,etc. ดูรูปดีกว่า



ส่วนนี้ ก้อโรงหนังส่วนตัวเลย หึ หึ



และชั้นบนสุดนั้น ก้อเป็นดาดฟ้า และ......ดูรูปดีกว่า



ทายซิ..เค้าไว้ทำอะไร?

ไม่ใช่เอาไว้นั่งพักรอรถจากหมอชิตนะครับ :D อันนี้คือ Dancing Floor! ของท่านผู้นำ และครอบครัว และแขกของท่านผู้นำ

หลังจากดูครบสี่ชั้น ก้อพอจะเข้าใจแล้วว่า "ทำไมหนอ คนเราอยากเป็นกันหนักหนา กับตำแหน่งนายกฯ ทั้งๆที่เป็นก้อโดนด่า โดนขุดขุ้ยประวัติีที่ตัวเองไม่เคยรู้มาก่อน มาประจาน"

อิอิ

ก่อนจบทัวร์วันนี้ ไกด์สาว พาไปชมชั้นใต้ดินของ Reunification Palace ด้วย ซึ่งเหมือนกองบรรชาการลับของท่านผู้นำ และสำหรับชั้นใต้ดินนั้น แบ่งออกเป็นสองชั้น ขี้เกียจเอารูปมาลงให้ดูนะครับ ขอบรรยายแบบสรุปๆ แล้วกัน กล่าวคือ มีแต่แผนที่เต็มไปหมด มีโทรศัพท์(แบบโบราณ) หลายสี (เป็นลูกกวาดเชียว) เพราะแต่ละสี หมายถึง จุดที่โทรมาจากที่แตกต่างกัน แล้วก้อมีห้องสื่อสาร ห้องยามของท่านผู้นำ และเด็ดสุด ต้องรูปนี้



อันนี้ เป็น chart แสดงจำนวนทหารที่ต่างประเทศส่งเข้ามาช่วยเหลือญวนรบกัน ในปี 1968 ถ้าสังเกตบรรทัดสุดท้าย THA'I LAN หรือประเทศไทยไชโยของเรา ส่งมาช่วยตั้ง 2,423 นายแหนะ

แสดงว่า รัฐบาลในอดีต และปัจจุบันก้อไม่ต่างกัน ชอบยุ่งเรื่องประเทศชาวบ้านเค้าไปเรื่อย....

หลังจากเยี่ยมชม Reunification Palace จนครบทุกซอกทุกมุม แล้ว ก้อได้เวลาเดินกลับไปหา Xich Lo เจ้าเก่า เพื่อบอกว่า ไม่ไปกับแกหล่ะ เพื่อนฉันจะมารับ

ว่าแล้ว ผมก้อให้เิงินมันไป 100,000 VND แต่ไอ่เจ้า Xich Lo บ้านี้บอกว่า ไม่พอๆ ฉันรอแกตั้งสอง ชม. ต้องเอาเงินเพิ่มอีก 100,000 VND มันก้อบอกว่า ไม่พอๆ ต้องมีทิปด้วย ว่าแล้วมันก้อกระชากเงินจากมือผมไปหมดเลย (ในมือมีอีก 200,000 VND)

F**KING Xich Lo

ผมนำเรื่องนี้ไปเล่าให้ใครต่อใครในประเทศนี้ฟัง ทุกคนก้อตกใจ เพราะผมโดนไอ่ Xich Lo นี่หลอกเต็มๆ ตั้งแต่ ชม.ละ 100,000 VND แล้ว และทุกคนก้อโกรธ Xich Lo คนนี้มากๆ

สำหรับผมนะเหรอ...โคตรโกรธเลย เพราะทั้งเนื้อทั้งตัวมีแค่ 440,000 VND แมร่งเอาไปแล้ว 400,000 VND ทำให้ผมเหลือทั้งเนื้อทั้งตัว แค่ 40,000 VND ไม่พอจะเรียก Taxi หรือ Xe-Om กลับโรงแรมด้วยซ้ำ

แต่พอดี เพื่อนมารับ ก้อเลยรอดจากการเดินกลับโรงแรมไป

เพื่อนผมบอกว่า ป่านนี้ไอ่ Xich Lo คนนี้ คงไม่ไปหาลูกค้าที่ไหนแล้ว เพราะได้กินหมูตัวใหญ่ อิ่มไปห้าวัน ผมเลยบอกว่า แต่ผมแช่งมันให้วันที่ 6 มันตายกลางถนน เพราะโดนรถชนซะ

เชี่ย!

December 13, 2008

เวียดนาม : 07 - Must-See Places (1)

วันนี้ ก้อเป็นวันที่ 7 ผมได้อยู่ใน HCMC แล้ว วันนี้ ขอพานักอ่านทุกท่านไปชมสถานที่ท่องเที่ยวในเมือง HCMC หน่อยนะครับ

ตามข้อมูลของการท่องเที่ยวญวนนะครับ บอกว่า สถานที่ท่องเที่ยวในตัวเมือง HCMC มีอยู่ 9 แห่ง ได้แก่

(1) ตลาดเบนทัน หรือ Ben Thanh Market -> ซึ่งได้เคยเล่าไปแล้ว (อุ่านรายละเอียด) และถ้าถามคนแถวนี้ เค้าก้อจะบอกว่า มันคือ "ตลาดหลอกนักท่องเที่ยว" ข้างนอกจะขายถูกกว่าในตลาดเท่าตัว และโดยส่วนตัวก้อไม่คิดจะได้ดูอยู่แล้ว เพราะผ่านแมร่งทุกวัน

(2) Opera House -> อันนี้ก้อเคยกล่าวไปแล้ว (อ่านรายละเอียด) ถ้าถามว่า ข้างในมีอะไร? ผมก้อตอบว่าไม่รู้เหมือนกัน เพราะไปแต่ตอนกลางคืน และรอบๆ บริเวณนี้ ก้อมีแต่โรงแรมหรูๆ และของแพงๆ ขาย ส่วนความสำคัญนะเหรอ? อ่า..ก้อเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของฝรั่งเศส ที่หลงเหลือให้เวียดนาม ทุกวันนี้..ก้อเหมือนจะเป็นแค่วงเวียนให้งงเล่นในเมืองเท่านั้น? แต่ถ้าใครอยากได้ข้อมูลมากกว่า ลองไปตามอ่านที่นี่ได้เลย

(3) HCMC City Hall -> หรือจะแปลเป็นไทยว่า ศาลาว่าการเมือง HCMC นั้นเอง ก้อเป็นสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศสอีกเช่นกัน ซึ่งวันนี้ ผมก้อได้เข้าไปดูรอบๆ ด้วย สาุเหตุที่ไม่ได้เข้าไปข้่างในเพราะว่า มันปิดแล้ว (มาเย็นไปนิด) ดังนั้น เรามาดูรูปกันดีกว่า




อันนี้เป็นบริเวณด้านหน้านะครับ อารมณ์ประมาณวังเก่าๆ แถวบ้านเราเลยเน๊อะ...แต่ถ้าได้ข้อมูลมากกว่านี้ ลองอ่านในนี้ดูนะครับ

(4) Duc Ba Church หรือตามข้อมูลการท่องเที่ยวให้ชื่อว่า "Saigon Notre-Dame Basilica" แต่ผมขอเรียกแบบง่ายๆ ว่าโบสถ์ "ดึ๋ก บ๋า" หล่ะกันนะครับ

สำหรับ โบสถ์ดึ๋ก บ๋า นี้ มีความสำคัญคือ เป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ และเป็นโบสถ์ที่เป็นวงเวียนให้นักท่องเที่ยวงงเล่น ว่าแล้ว ดูรูปเลยดีกว่า



อันนี้้เป็นข้อมูลของคนท้องที่นะครับ เค้าบอกว่า ประมาณต้นปีม้าง (จำไม่ได้ หรือกลางปีนี่แหละ) พระแม่มารีข้างหลังผมนี้ ร้องไห้ออกมา (เป็นน้ำเปล่าๆ นี่แหละ) แต่ทางรัฐบาลญวนเค้ากลัวประชาชนจะแห่กันมาเยี่ยมชม (อันนี้ ผมไม่แน่ใจนะครับว่า กลัวคนเค้างมงายว่าประเทศจะเจอเรื่องไม่ดี หรือว่ากลัวคนเค้ามาขอหวยกัน) ดังนั้น ทางรัฐก้อเลยปิดข่าว ปิดปากสื่อ และำทำการกำจัด "น้ำตา" ของพระแม่มารีซะ

ซึ่งสำหรับคนที่เป็นคริสต์ในประเทศ เค้าไม่ค่อย Happy กับการทำแบบนี้เท่าไหร่ (ฟังจากคนพูดนะ) แต่อยากรู้จัง ว่ารัฐประเทศนี้ทำไงถึงกำจัดน้ำตาได้เร็วจัง จะได้นำไปบอก "ท่าน คมช." ที่เพดบูนบ้างงงงง

อิอิอิ

---------------------------------------------------------------------------------------------

ต่อไปนี้ คือสถานที่ ไม่ีได้มีใครแนะนำเล๊ย กระแดะไปเที่ยวเองซะงั้น เริ่มจาก ริมฝั่งปิง เอ้น ฝั่งแม่น้ำไซง่อน ก่อนเลยนะครับ



ดูแล้วมันจะออกไปคล้ายๆ ริมเขื่อนบ้านผมมากกว่านะ จากรูปจะเห็นเรือ Ferry สำหรับขนรถ(เครื่องข้ามฝั่งไป) บ้านเรายังใช้แพขนานยนต์ (ที่ล่มแล้วล่มอีก) กับสร้างสะพานข้าม แต่ที่นี่ เค้ากำลังทำอุโมงค์ลอดแม่น้ำไปเลย

O_o อายม๊ะ พี่ไทย?!?

เพื่อให้ได้บรรยากาศ วันนี้ซ้อ เอ้ย ผมลงทุนนั่งเรือข้ามฟากนี้ เืพื่อได้รูปวิวสวยๆ มาเลยนะครับ ดังนี้



สำหรับฝั่งตรงข้ามนั้น ก้อเป็นอีกอำเภอหนึ่ง ซึ่งบอกได้เลย พอข้ามแล้วคิดว่าคนละประเทศเลย เพราะว่าความเจริญห่างกันลิบลับ ระหว่างสองฝั่งแม่น้ำ ทั้งๆ ที่อยู่ใน HCMC ด้วยกันแท้ๆ ไม่เชื่อดูรูป



สถานที่ต่อไปนะครับ ที่แนะนำมาให้มาชมโดยผมเอง นั้นคือ "พิพิธภัณฑ์ประจำเมือง" ก้อคงจะคล้ายกับพิพิธภัณฑ์สถานแ่ห่งชาติของบ้านกระมัง? ดูรูปประกอบดีกว่า




แต่ตอนที่ผมมา เค้าปิดแล้ว เข้าไม่ได้ ดูแต่ข้างนอก ยอมรับว่า สถาปัตยกรรมของเค้าสวยจริงๆ

Confirm !

ก่อนจบทัวร์วันนี้ ขอแนะนำร้าน PHO (อ่านว่า เฝอ หรือก๋วยเตี๋ยวญวณ) ยามค่ำคืนให้นะครับ ดังรูป



สำหรับค่ากิน ผมว่าไม่ถูกมากและไม่ได้แพงเว่อร์ ก้อถ้วยละประมาณ 30 บาท (15,000 VND) แต่ก้อถ้วยเบ้อเริ่มเลยนะครับ

ขอย้ำนะครับ...ผมกำลังพูดเรื่องเฝอ อย่าไปมองอย่างอื่น

555

December 12, 2008

เวียดนาม : 06 - Om

ไม่เสียเวลาดูรูปกันดีกว่านะครับ วันนี้ ขอนำเสนออาหารเย็นที่ราคาย่อมเยา บรรยากาศโอเชมากๆ ร้านที่ไปวันนี้ คือร้าน Ngon นะครับ



สำหรับอาหารวันนี้ คือ Hu Tiu นั้นเอง (ดูรูป)



สำหรับคำอธิบายอาหารนี้นะครับ ก้อคือ "เส้นเล็กรวม ไม่ลูกชิ้น ใส่กุ้งมาตัวหนึ่ง และไม่มีพวกน้ำปลา หรือพริกป่นนะ...มีแค่ถ้วยข้างที่เห็นนั้นแหละ"

รสชาิตินะอร่อยที่น้ำซุปครับ ขอบอก....เด็ดจริงๆ

จานต่อมาคือ ปลาหมึกย่างแบบญวณ อันนี้ ไม่ทราบจริงๆ ว่าชื่อทางนั้นเค้าเรียกว่าอะไร?


้็
ถ้าถามว่าอร่อยไหม? ก้อตอบได้ว่า อร่อยดีครับ เหมาะเป็นกับแกล้มเบียร์มากๆ

เช็คบิลออกมาวันนี้ เจอไป 104,000 VND หรือประมาณ 208 บาทไทย ถือว่าไม่แพงนะ สำหรับบรรยากาศร้านแบบนี้

-------------------------------------------------------------------------------------------------------

พอทานอาหารเสร็จ ก้อมาหน้า้ร้านเพื่อหา taxi กลับไปยังโรงแรม ก้อมีเด็กผู้หญิงเดินมาขายหมากฝรั่ง และดอกกุหลาบ (เหมือนบ้านเราจัง) ผมก้อเลยบอกไปว่า

I don't understand what you speak?

น้องเจ้า ก้อตอบอย่างน่ารักว่า

Do you want flower or chewing gum?

แหม...ฝึกมาขายของให้นักท่องเที่ยวจริงๆ
แต่กรูไม่ซื้อหรอกเฟ้ย ของแบบนี้ บ้านตรูก้อมี

-------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันนี้ คุยกับน้องๆ ที่ทำงานอีกแล้ว TOPIC วันนี้ คือ คำว่า Om อีกแหละ (อ่านความหมายได้จากตอนก่อนหน้านี้) ว่านอกจาก "คาราโอเกะ อม" แล้ว ยังมีนยังอื่นอีกไหม?

คำตอบคือ มีอีกเยอะเลย (น่าเอาไปทำที่เมืองไทยมากๆ) เช่น
* Caffe Om หรือร้านกาแฟแบบพิเศษ ต้องเข้าใจก่อนนิดนะครับว่าคนที่นี่ กินกาแฟกันเยอะมากๆ และร้านกาแฟเปิดแข่งกันเยอะมาก ชนิดที่ Starbuck อย่าแหยม ไม่ได้เกิดแน่นอน แถมทุกร้านกาแฟมี free wi-fi ให้เล่นเน็ทด้วย

แปลว่า มือหนึ่งกอดสาวได้ ส่วนมือที่ว่าง ก้อสามารถเล่นเน็ทได้ด้วย...

เยี่ยมมากแบบนี้ Starbuck เมืองไทยชิดซ้ายไปเลย อิอิ

* Bia Om หรือลานเบียร์แบบพิเศษ บ้านเรามีสาวเชียร์เบียร์ แต่ที่นี่ เค้าไม่มีคนเชียร์เบียร์ แต่มีเด็กให้มานั่ง Drink หรือนั่ง Om ขณะดื่มเบียร์เลย

แถมเด็กที่จะเรียกมา ก้อสามารถเลือกโดยการชี้ได้เลย O_o

เป็นการผสมผสานเกะเมืองไทย เข้ากับลานเบียร์ได้อย่างกลมกลืนจริงๆ

* XE Om (อ่านว่า เซ อม) หรือ มอเตอร์ไซด์รับจ้าง นี่แหละ ที่เค้าเรียกว่า เซ-อม เพราะว่า เวลาเราซ้อน เราต้องกอดคนขี่ด้วย อิอิ
เด็ดสุด ต้องอันนี้ เลย -> Ngu Om (อ่านว่า หงู่ อม) อย่าถามนะว่าแปลว่าอะไร? เอาเป็นว่า คำว่า Ngu แปลว่า Sleep แล้วกัน

....................................

และอย่างที่บอก ค่า Om ที่นี่ ไม่คิดเป็น ชม. เริ่มแต่ 10,000 VND (คาดว่า จับได้แต่ข้อตีน) จนถึงราวๆ 100,000 VND

แปลว่า รายการนี้ ไม่มี "สมน้ำหน้า หมดเวลาหล่ะ" แน่นอน 555

ปล. ถ้าจะฟรี ก้อไม่ได้ Om เน้อ <--- เจ้าของประเทศย้ำมา

December 11, 2008

เวียดนาม : 05 - HCMC

วันนี้ ขอนำบรรยากาศรอบๆ กรุงโฮจิมินต์ (หรือคำย่อ HCMC) หรือ นครไซง่อนในอดีตให้ดูกันนะครับ

เริ่มจากตอนเช้า....บรรยา่กาศบนท้องถนน....



บนรถเมล์...มีการขายของด้วย เหมือนรถสายอีสาน ป.2 สมัยก่อนเลย



รถเมล์บ้านเค้า ก้อมีกระเป๋าเหมือนกันนะ แต่ไม่กระบอกเก็บเงิน...ที่นี่เค้าใช้วิธิฉีกตั๋วจากต้นขั้วให้แทน เหมือนตั๋วโรงหนังชั้นสองอ่ะครับ



และแล้ว....ก้อถึงหน้า software park ที่ทำงานของผม (อารมณ์ประมาณอยู่หน้ามอมากกว่านะนี่ -"-)



ณ ที่ทำงาน อาหารเช้าวันนี้ Beef Steak ประกอบด้วยเนื้อวัว ย่างแบบ streak หั่นมาพอดีคำ และไข่ดาว อร่อยนะขอบอก



และของหวานกลางวันนี้ คือ วุ้นมะพร้าว หรือภาษาญวณเรียกว่า "rau cau dua" ลักษณะก้อเหมือนวุ้นมะพร้าวบ้านเรานี่แหละ แต่มีสังขยากระทิสดบนวุ้นอีกที



ขอบอกว่า แมร่งงงงงงหวานโคตรๆ

สุดท้ายของวันนี้ ขอยกให้เป็นรูป day of the day เลยครับ เพราะว่าเห็นเีีรียกร้องกันมามากเหลือเกิน



อิอิ


วันนี้ ก้อขอจบแต่เพียงเท่านี้นะครับ :D

December 10, 2008

เวียดนาม : 04 - Hue

วันที่ 3 ของเวียดนาม ตอนนี้ เริ่มคล่องหล่ะครับ สามารถใช้ชีวิตร่วมคนที่นี่ได้สบายๆ

อ่ะ...พูดอย่างงี้ ไ่ด้หมายความว่า ผมมีแฟนเป็นคนเวียดนามแ้ล้วนะครับ

ใจเย็นๆ ก่อน

เข้าเรื่อง...วันนี้ ตอนเย็น (ขออนุญาตข้ามตอนเช้าไปก่อนนะครับ เพราะไม่มีอะไรจะอัพเดท นอกจากบอกได้ว่า งานเยอะมาก)

ผมก้อได้ลองเดินรอบๆ Opera House ซึ่งสัญญลักษณ์ตกค้าง จากยุคล่าอณานิคมของฝรั่งเศส และเป็นจุดที่การท่องเที่ยวญวณ recommend ให้มาชม




สาเหตุที่วันนี้ ผมมาเดินเตร็ดเตร่แถวนี้ ก้อเพื่อหาอาหารรับประทาน ตามคำแนะนำของเพื่อนที่ กทม. อีกแล้ว แต่วันนี้ ประจำมากกว่าทุกวัน เพราะเจอร้านอาหารถูกใจมากๆ ชื่อร้านว่า "Hue" ซึ่งร้านนี้ มีที่มาดังนี้: -



เหตุที่บอกว่า "ประทับใจ" ก้อเพราะ 1. รสชาิติอาหาร ที่ยอมรับว่าวันนี้ พึ่งรู้สึกว่า อาหารเวียดนามอร่อยกว่าบ้านเรา และ 2. การบริการ

เริ่มจาก จานแรกก่อนเลย ผมสั่งอาหารที่บ้านเราเรียกว่า "แหนมเนือง" แถมเอารูปแหนมเนือง ถามเด็กในสนง. ก้อไม่มีใครรู้จักสักคน (แมร่ง....พวกมึงเป็นญวณแท้ๆ เปล่าว่ะ ทำไมไม่รู้จักแหนมเนือง)

ก้อมาถึงบางอ้อ ที่้ร้านนี้แหละ ลองดูรูปดีกว่านะครับ



อ่า...ถึงบางอ้อกันหรือยังครับ? ก้อมันไม่เหมือนกันเลย แค่คล้ายๆ เฉยๆ เริ่มจาก ส่วนที่เป็นเนื้อหมูที่เรารับประทานกัน ตามร้านในไทยนั้น เค้าจะเป็นก้อนๆ คล้ายลูกชิ้นปิ้ง แต่ที่นี่ เค้าจะพันอ้อยมา (แบบกุ้งพันอ้อย บ้านเราน่านแหละ)

เวลารับประทาน ต้องใช้ตะเกียบลอกกุ้งออกจากอ้อย (จริงๆ เค้าบั้งมาให้เราลอกออกได้ง่ายๆอยู่แล้ว) พอลอกออก ก้อเอาอ้อยไปทิ้ง (เอะ...ทำไมเราทำกับอ้อยแบบนี้ อิอิ) เหลือแต่เนื้อหมูเป็นริ้วๆ ดังรูป (จานขวามือบนครับ)

วิธีรับประทาน - บ้านเราก้อจะเอามือหยิบแป้งมาจีบๆ แล้วหยิบเนื้อแหนมเนืองใส่ หยิบผักใ่ส่ ตักน้ำจิ้มราด แต่ที่นี่ ไม่ใช่เลย...ขอบอก

วิธีรับประทานที่ถูกต้อง - ใช้ตะเกียบคีบแป้งแหนมเนืองมาวางบนจาน (2-3 แผ่นแล้วแต่เน้อ) และใช้ตะเกียบคีบผักตามต้องการ แล้วสุดท้ายก้อคีบเนื้อแหนมเนืองมาวางบนแป้ง (ดังรูป...กำลังตามวิํธีการที่กล่าวนี้เลย)

แล้วก้อม้วนๆ ให้เป็น roll แบบป่อเปี๊ยะบ้านเรา แล้วก้อเอาไอ่ roll นี้จิ้มลงไปในถ้วยน้ำจิ้มเล็กๆ แล้วก้อกัดกิน!!!

ด้วยวิธีนี้ การกินแหนมเนืองจะไม่เละเทะ เลอะเทอะตามเนื้อตัวนะครับ

แต่อีกอย่างที่แตกต่างกันสุดขั้ว คือ "แป้งแหนมเนือง" เพราะแป้งบ้านเรา มันจะแข็งกระด้างไปเลย จนต้องเอาน้ำมาลูบๆ หรือหยดๆ ลงไป เพื่อให้มันอ่อนตัวลงจนกินได้

แต่ที่นี่ แป้งแหนมเนืองนั้น เค้าเหมือนกับ กระดาษเช็ดปากตามโต๊ะจีน ดังนั้น เวลากินต้องเหมาะสำหรับคนฟันยังดีๆ อยู่ มันอาศัยแรงกัด และแรงเคี้ยวพอสมควร

แ่ต่รับประกันว่า....อร่อยแน่นอน!!! :D

แล้วสงสัยไหมครับ ว่าทำไมผมถึงรู้วิธีการรับประทานที่ถูกต้อง - คำตอบคือ บริกรสาวที่นี่เค้าทำให้กินครับ ทำไปพลาง ปากอธิบายให้นักท่องเที่ยวซื่อบื่อแบบผมเข้าใจไปด้วย (ดังรูป มือที่เห็นคือมือของบริกรสาวนะครับ...ไม่ใช่มือผม)

แต่เค้าแค่คีบเนื้อ ผัก และแป้งให้นะครับ....ไม่มีป้อน (ห้ามคิดไปไกลกันนะครับ)

หมายเหตุ - จากรูป ไม่ได้เป็นแหนมเนืองหมูนะครับ แต่เป็นแหนมเนืองกุ้ง

จานที่สองของวันนี้ คือ Crab Meat Soup ดูรูปดีกว่า




ถ้าถามว่ามันเป็นอย่างไร? มันก้อคล้ายๆ กับกระเพาะปลาบ้านเรา แต่ข้นเหนียวน้อยกว่า และข้างในก้อเป็นเนื้อปู และไข่ปู

บีบมะนาวนิด ใส่พริกหั่นหน่อย ก้ออร่อยเหาะทีเดียว

วันนี้ทั้งอร่อย และได้ความรู้เรื่องการกินจากร้านนี้ไปเยอะทีเดียว ตบท้าย ทางร้านมีบริการ ชาขิง และขิงฉาบ (เหมือนกล้วยฉาบ มันฉาบบ้านเรา แต่อันนี้มันเป็นขิงแค่นั้นเอง) ให้ด้วย




สำหรับชาขิงนั้น ผมไม่ได้สั่งแต่ทางร้านให้ฟรีครับ!!!

สำหรับมื้อนี้ หมดไป 121,000 VND หรือประมาณ 242 บาทไทย สำหรับกับข้าวสองอย่าง และเบียร์ 1 กระป๋อง ถือว่าไม่แพงเท่าไหร่ (แต่ก้อแพงสำหรับผม T_T)

ถ้าใครได้ผ่านมาแถวนี้ อย่าลืมแวะร้านนี้นะครับ...รับรองว่าจะติดใจรสชาิติอาหาร และการบริการอย่างแน่นอน

;)

December 9, 2008

เวียดนาม : 03 - Bun Bo Hue

เช้าวันที่ 2 ของเวียดนาม...ก้อยังคงสับสนวุ่นวายบ้างสำหรับผม แต่ก้อดีขึ้นกว่าเมื่อวานเยอะ

เข้าเรื่องเลยแล้วกันนะครับ....เริ่มจาก อาหารเช้าวันนี้ ผมได้ลองสั่งอาหารง่ายๆ มากินดู นั้นคือ "เกี๊ยวน้ำ" ครับ ดูรูปดีกว่า




ดูๆ มันก้อเกี๊ยวธรรมดาใช่ไหมครับ แต่จริงๆ แ้ล้วมันไม่ธรรมดา เพราะว่าเกี้ยวก้อดี น้ำซุปก้อดี เค้าทำเดี๋ยวนั้นเลย ทำสดๆ (เหมือนที่พี่ควายชอบทำ อิอิ)

ไม่เหมือนพี่ไทย ที่เอะอะ อะำไรๆ ก้อสำเร็จรูปไปหมด และเพราะเค้าทำกันสดๆ ทำให้รสชาิติออกมาดีกว่า สำเร็จรูปมากๆ นึกถึงตอนเป็นเด็กๆ เลย เพราะรสชาิิติแบบนี้ หาไม่ได้อีกแล้วใน กทม.

หรือจะบอกว่า แถบจะหาไม่ได้ในไทยอีกแล้ว

และพอเห็นอาหารชามนี้่ ทำให้นึกได้อย่างว่า อาหารในเวียดนามนี่ มีเอกลักษณ์อะไรหลายๆ อย่าง เช่น

* เครื่องเคียงเค้า ต้องมีถั่วงอกเสมอ (พี่ควายอยู่ไม่ได้แ่น่ๆ)
* ทุกร้าน ทำอาหารช้ามากกกกกกกกก....ประเภท ลืมไปเลยว่าเคยสั่ง แต่อย่างว่าอ่ะ เค้าไม่มีเตรียมไว้ก่อน หรือใช้ของสำเร็จรูป ถือว่าแลกกับความอร่อยหล่ะกัน
-----------------------------------------------------------------------------------------------

สำหรับมื้อเย็นวันนี้ ได้ทดลองชิมอาหารที่เพื่อนผมแนะนำมาอีกที วันนี้ เราจะพากันไปชิมร้าน *Bun Bo Hue (อ่านว่า บั๊น บ่อ เฮ่ย) กันนะครับ

คำว่า Bun Bo ก้อดูจากเมื่อวานได้...ชื่ออาหารอย่างหนึ่ง ส่วนคำว่า Hue แปลว่า Center หรือมีชื่อเสียง (อันนี้ ถอดความจากภาษาอังกฤษอีกทีนะครับ ถ้าผิดพลาดของอภัยด้วย)

ถ้าแปลชื่อร้านตามตัวอักษร ก้อจะแปลได้ว่า "ร้านนี้มี Bun Bo ซู๊ดยอดคร๊าบบบบ" แต่เนื่องจากเมื่อวานลอง Bun Bo ไปแล้ว วันนี้ขอลองอย่างอื่นบ้าง

และก่อนมาร้านนี้ ให้เด็กๆ ที่สนง. เขียนอาหารแนะนำมาแล้ว จะได้ไม่โง่สั่งอะไรไม่อร่อย แต่แพงมากิน ซึ่งวันนี้ ผมได้ลองไปสองเมนู นั้นคือ

1. Banh Canh -> ก้ออารมณ์ประมาณขนมเส้น ที่เครื่องเยอะมาก ทั้งผัก ทั้งหมู มีรส ทั้งเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ก้ออร่อยแบบแปลกๆ ดี

2. Banh Chung -> ก้อคือ แป้งเจ้าข้าวผสมหมู กับกุ้ง จิ้ม ห่อใบตองมา (นึกว่าข้างในจะเป็นหมูยอ อิอิ) จิ้มกับน้ำจิ้มหวานๆ

ก้ออร่อยนะ แต่แมร่ง...หวานขนาด

สำหรับอาหารวันนี้ ไม่มีรูปให้ดู เพราะว่า กล้องผมแบตหมด แหะๆ

ขอสรุปอีกอย่างของอาหารเวียดนาม -> หวานมาก หวานทุกอย่าง ทั้งกาแฟ ของคาว หรือของหวาน

ไม่รู้กลับไปที่ กทม. ผมจะเป็นเบาหวานเปล่าว่ะ นี่ 5555

---------------------------------------------------------------------------------------------
ก่อนจบวันนี้ ขอนำเสนอ ภาษาเวียดนามวันละคำ วันนี้ขอเสนอคำว่า "Om" (อ่านว่า อม) แปลว่า กอด (แปลจากคำว่า hug อีกทีนะครับ)

ยกตัวอย่างเช่น "คาราโอเกะ-อม" ก้อคือ คาราโอเกะที่มีเด็กมานั่งกอด (หรือที่บางคนแถวนี้ เรียกว่า "เกะจก") ซึ่งค่าอม เอ้ย ค่ากอด ก้อแล้วแต่ศรัทธาของผู้กอด เพียงแค่ของให้เริ่มต้นจาก 10,000 VND (ประมาณซาวบาท) และไม่รับเครคิตการ์ดด้วย (สำหรับค่า Om นะคับ)

แถมค่า Om ที่นี่ เค้าไม่คิดเป็น ชม.แบบบ้านเราด้วย!!!

แต่ผมได้แจงให้เด็กๆ ที่นี่ฟังแล้วว่า ถ้าไปเมืองไทย อย่าไปถามหา "คาราโอเกะ-อม" นะ....เพราะคาราโอเกะ "อม"เมืองไทย มัน "พิเศษ" กว่าบ้านยูเยอะ

ถ้าไม่เชื่อ ลองถามเพื่อนต้อมให้คอนเฟริ์มก้อได้นะครับ

555

* ข้อมูลเพิ่มเติม...อ่านที่นี่เลย เป็น official website ของร้านเองเลย

December 8, 2008

เวียดนาม : 02 - Bun Bo

วันแรก สำหรับการใช้ชีวิตในเวียดนามนั้น งงๆ พอสมควร เพราะถนนหนทางนั้น จำอยากมากๆ เพราะทุกถนนจะมีวงเวียนเสมอ

และทุกวงเวียนต้ัองมี ห้าแยก เหมือนกัน ><"

ทำให้เช้านี้ ผมต้องเดินหลงทาง เพราะเดินเลี้ยวผิดแยกหน่อยเดียว ก้อเดินหลงไปเป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนญวณ เลย งานนี้เล่นเอาเหงือแตกซิกๆ แต่เช้า เพราะกว่าจะหาทางเจอ เล่นเอาแทบช็อค

สถานที่แรก ที่ผมต้องเดินทางไปเองในวันนี้ มันคือ "ตลาดเบน ตัน" หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า "Ben Thanh Market" ดูรูปดีกว่า

ถ้าถามว่า ตลาดนี้สำคัญอย่างไร? ก้อตอบได้ว่า เป็นตลาดเก่าแก่ที่มีมานานแล้วของเวียดนาม เป็นตลาดสดที่มีขนาดใหญ่มาก (ข้อมูลเพิ่มเติมที่นี่)

อารมณ์ก้อประมาณ กาดหลวง ที่เชียงใหม่น่านแหละ

เหตุที่ผมต้องดั้งด้นมาที่นี่ เพราะจะมาขึ้นรถประจำทางไปยังสำนักงาน ซึ่งตั้งห่างออกไปราวๆ 16 KMs ขอแจ้งเพิ่มอีกนิด บริเวณที่ผมพักนั้น ก้อเปรียบดั่งสีลมนี่แหละ ส่วนสำนักงานผม อยู่ใน software park ซึ่งให้อารมณ์ประมาณไปทางรามอินทราฯ อะไรทำนองนั้น

หลังจากมาถึงที่ตลาดนี่แล้ว สิ่งที่ผมพบคือ...หาสถานีรถประจำทางไม่เจอ เลยต้องเดินถามคนแถวๆ นั้น ปรากฏว่า ไม่มีใครเข้าใจผม???

เวรจริงๆ

หลังจากเดินวนตลาดได้รอบหนึ่ง ก้อพบกับสถานีรถประจำทาง สาเหตุที่ผมหาไม่เจอในตอนแรก เพราะว่าผมอยู่ท้ายตลาด ต้องเดินวนมาหน้าตลาดก่อน และเมื่อเดินมาหน้าตลาดก้อจะเจอ สถานีรถประจำทาง (ที่ให้อารมณ์ประมาณ หมอชิตเก่า)

ขณะกำลังรอรถเมล์ ก้อขอถ่ายรูปการจราจรอันวุ่นวายของบ้านเค้าไว้หนึ่งดอก ดังรูป




หลังจากยืนรอรถเมล์นานมาก ก้อไม่เห็นรถสายที่เราจะขึ้นเลย...พอสังเกตป้ายภาษาญวน ก้อพบว่า เลขรถที่เราจะไปขึ้นนั้น มันไม่มี!!!

เวรจริงๆ

ก้อเลยเิดินวนมาด้านหลัง ก้อเห็นรถที่ต้องการจอดอยู่ แต่สภาพที่จอดนั้น เหมือนจอดพักรถ (แบบเดียวกับรถเมล์บ้านเราจอดในอู่น่านแหละ) ผมก้อไม่คิดอะไร ก้อยืนรอต่อไป

สักพัก ไอ่รถที่คิดว่ามันจอดเข้าอู่นั้น ดันเคลื่อนที่ออกไปเฉย..ทำให้ผมต้องออกแรงวิ่งตามรถ เพื่อจับรถคันนี้ให้ทัน !!!

การจราจรในเมืองนี้ (Ho Chi Minh City หรือ HCMC) อย่าให้เซด...สุดยอดมากๆ ถนนก้อแคบๆ (อารมณ์ประมาณซอยตามหมู่บ้าน แต่เป็นแบบวิ่งสวน แถมตรงกลางถนนยังขุดเจาะอะไรอีกก้อไม่รู้ (เหมือนประเทศไหนหว่า...ที่เจาะถนนตลอดปีตลอดชาติ)

คิดสภาพเอาเองว่าแคบขนาดไหน?


ถึงจะแคบขนาดไหน ก้อยังมีมอเตอร์ไซด์บางส่วนวิ่งสวนเลนออกมาโดยไม่กลัวรถเมล์ เห็นแล้วหวาดเสียวยิ่งนัก แต่ก้อไ่ม่ีมีอุบัติเหตุร้ายแรงเกิดขึ้น (แปลกแต่จริง)

และปัญหาชีวิตผมยังไม่จบแค่นี้ เพราะผมต้องบอกกระเป๋ารถเมล์ว่า จะไปลงที่ไหน? ผมก้อบอกมันแล้ว แต่มันฟังไม่รู้เรื่อง

คราวนี้เลยทะเลาะกันเป็นเจ็กตื่นไฟเลย....คุยกันไม่รู้เรื่อง เลยต้องโทรไปถามเด็กที่ออฟฟิศ ว่า office เรานั้น ตั้งอยู่ที่ใดแน่? กว่าจะคุยกันรู้เรื่องก้อเล่นเอาเหนื่อยเลยเหมือนกัน

ปัญหาถัดไปคือ "ลงป้ายไหน" เพราะคนที่ กทม. สอนว่า นั่งรถเมล์ไปประมาณ 45 นาที ก้อจะเจอ office แต่ผมว่า ผมนั่งนานกว่านั้นแล้ว ทำไมไม่เจอว่ะ? ครั้นจะถามกระเป๋ารถ มันก้อตอบไม่ได้ ก้อเลยต้องโทรไปถามน้องที่ทำงานอีกรอบ?

น้องที่ทำงานก้อบอกว่า ไม่รู้เหมือนกันว่ายูอยู่ตรงไหนของเวียดนาม ช่วยส่งมือถือให้กระเป๋า เดี๋ยวเค้าจะคุยให้?

หลังจากล่งเล้ง ซักพัก กระเป๋าก้อส่งมือถือคืนผม....ผมก้อคุยกับน้องที่ office ก้อได้ความว่า อีก 5 KMs จะถึงหล่ะ และเค้าบอกกระเป๋าแล้วว่า ถ้าถึงให้บอกผมด้วย

พอถึงป้ายที่จะลง...กระเป๋าก้อบอกให้ด้วย

โห...กระเป๋าน้ำใจงาม เรื่องดีๆ แบบนี้ หาในเมืองไทยไม่ได้แล้วนะครับ จริงๆ ผมก้อสังเกตเหมือนกันว่า คนประเทศนี้ ส่วนใหญ่น้ำใจงาม เห็นคนแก่ ก้อช่วย เห็นเด็กก้อช่วย

สรุปจบท้าย สำหรับเรื่องรถเมล์ในเวียดนาม
* ค่าโดยสาร = 3,000 VND หรือประมาณ 6 บาทไทย
* เป็นรถแอร์
* ไม่มีรถเมล์ฟรี เพื่อ(พรรคพลัง)ประชาชน
-----------------------------------------------------------------------------------------
จบท้ายวันนี้ ขอนำเสนออาหารพื้นบ้านของชาวเวียดนาม ตามชื่อไดฯ วันนี้ นั้นคือ Bun Bo (บั่น บ๋อ) ที่น้องๆ ที่สนง. พาไปชิม...เริ่มจากดูรูป Bun Bo ก่อนนะครับ

สำหรับอาหารที่เห็นนี้ เป็นก๋วยเตี๋ยวแบบเวียดนาม รสชาติเผ็ดๆ เปรี้ยวๆ คล้ายต้มยำ...อธิบายเพิ่มนิด เค้าบอกว่า อาหารนี้เป็นอาหารพื้นบ้าน เฉกเช่นเดียวกับ ขนมเส้นน้ำเงี้ยว ของคนเมือง

บรรยากาศที่ไปรับประทานนั้น ก้อคล้ายๆ ขนมจีนโลกแตกที่เชียงใหม่ คือ ทานร้านข้างทาง บนโต๊ะเล็กๆ นั่งบนเก้าอี้เล็กๆ ได้อารมณ์ไปอีกแบบ

ปิดท้าย ด้วยภาษาญวณ วันละคำ
ก้ำเอิ้น (Cam On) = ขอบคุณ (ครับ/ค่ะ)

December 7, 2008

เวียดนาม : 01 - ปฐมบทแห่งการเดินทาง

วันนี้ กระผมต้องเดินทางไกลอย่างที่บอกไว้วันก่อนนู้น และการเดินทางครั้งนี้นั้น ผมเดินทางมายัง "ประเทศเวียดนาม"

สาเหตุที่เดินทางมายังประเทศนี้ ไม่ใ่ช่เพราะผมมาเที่ยวอะไรหรอกนะครับ แต่ผมมาำทำงาน เนื่องจากที่ บริษัทมีสำนักงานที่นี่ด้วย :D

สำหรับเมืองที่ผมเดินทางมาเป็นเมืองหลวงของประเทศ คือ โฮจิมินต์ หรือ ไซง่อน เก่านั้นเอง

ถ้ามีคนถามผมว่า เดินทางครั้งนี้ มาทำไรเหรอ? คำตอบก้อคือ มา "workshop กับพนักงานที่นี่" หรือจะแปลเป็นไทยง่ายๆ คือ "มาด่าเรียงคนที่นี่" นั้นเอง....อิอิ สำหรับหวยจะออกที่ใครเป็นคนแรกนี่ ต้องรอมาถึงสำนักงานก่อนนะครับ แล้วจะรู้ว่าใคร

อะหุๆๆ

เข้าเรื่องนิดหนึ่ง...การเดินทางครั้งนี้ เป็นอะไรที่ลำบากมาก ถึงลำบากทีุ่สด เริ่มจาก...

* กำหนดวันเดินทางไว้วันที่ 30 พย. แต่ไปไม่ได้ เพราะ พธม. ยึดสนามบิน (คงจะทราบกันดีแล้วนะครับ) T_T

* ต่อมา เลื่อนวันเดินทางได้ เป็นวันที่ 7 ธค. (วันนี้) ตั๋วดันพิมพ์เป็นวันที่ 9 ธค. ซะงั้น

* ไปแลกเงินสำหรับไปเวียดนาม ต้องแลกเป็น USD เพราะที่สนามบินไม่มีให้แลกเป็นเงินเวียดนาม ดันเจอเรทสุดฤทธิ์ = 36 บาทต่อ 1 ดอลลาร์...

* เครื่องบินที่ใช้เดินทาง แทนที่จะเป็นเครื่องใหญ่หน่อย....ดันเป็นเครื่องเก่าๆ และลำเล็ก -"- พยายามเข้าใจนะว่า air asia มันทำได้แค่นี่

* มาถึงสนามบินเวียดนาม มันดันมีแลกเงินบาท -"-
แต่เรทไม่ดีเท่าไหร่ คือ 420 VND ต่อ 1 บาท (ปกติอยู่ที่ 482 VND ต่อบาท)

* นั่ง taxi จากสนามบินมาถึงโรงแรม โดนไป 10 USD ได้ แต่พอถามคนที่นี่ เค้าบอกว่า "เอ็งโดน taxi พาอ้อมเมืองแล้ว...."

* พักในโรงแรมดีๆ ไม่ชอบ กระแดะมาเดินเล่น ซื้อไอติม (แบบ วอลท์ คอนเน็ทโต) ในร้านจำพวก 7-11 โดนไปอันละ 40 บาท -"- (หายบ้าเลย)

* เมืองไทยอากาศหน๊าว หนาว แต่ที่นี่ ร้อนตับแล่บบบบบบ

เป็นไงหล่ะ...ฟังแล้วเซ็งแทนไหมครับ
เฮ้อ..

แต่กระนั้น ก้อยังมีเรื่องดีๆ บ้าง เพื่อนที่นี่ เค้าพาไปเที่ยว ได้กินอาหารอร่อยๆ เบียร์อร่อยๆ ในราคาแสนถูก (3 คนกินไป 500 บาทเอง) แต่อันนี้ไม่ได้ confirm นะครับว่า ที่นี่ถูกนะครับ ของพรรค์นี้ มันต้องคนท้องถิ่นจริงๆ

เรียกว่า การเดินทางครั้งนี้ ประจำใจมากๆ และรู้สึกว่า คนที่นี่ ก้อเหมือนคนไทย ทั้งหน้าตา และนิสัย คือ พูดอังกฤษไม่ได้ และฟังอังกฤษไม่ออก แต่ไม่ยิ้มเลย !!!! (บ้านเรายังยิ้มเขินๆ ตอบไปบ้าง อันนี้ หน้าบึ้งอย่างเดียว แต่เค้าไม่ได้โกรธนะ)

ดังนั้น จะมาเที่ยวกันเองหล่ะก้อ แนะนำว่ามีไกด์ หรือไม่ก้อเอาดิกส์ภาษาเวียดนามมาด้วยจะดีมาก

อีกเรื่อง ที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศนี้ คือ มอเตอร์ไซด์ และ การจราจร คือ เป็นเมืองที่มอเตอร์ไซด์เยอะมาก และทุกคนไม่เคารพกฏจราจรเลย เช่น กูอยากแซง ก้อแซง กูอยากขี่สวนเลนส์กูก้อจะทำ ใครอยากหลบ..ก้อหลบไป แต่กูไม่หลบ !!!

ถ้าจะให้บรรยายภาพให้เห็นได้ชัดๆ ก้อประมาณว่า ถนนหนทาง (และข้างทาง) อารมณ์ประมาณถนนในเีชียงใหม่ (แถวไปหนองหอย สายต้นยางจะได้บรรยากาศมาก) แต่จำนวนรถมอเตอร์ไซด์ ประมาณ รถยนต์ และมอไซด์ใน กทม. รวมกัน !!!

เีรียกว่าใครเป็นโรคหัวใจ อย่าซ้อนท้ายมอไซด์เมืองนี้เด็ดขาด อิอิ

ผมก้อถามไอ่ที่รับนะว่า วันๆ หนึ่งนี่ พวกเมิงชนกันตายวันละกี่คน? ....เค้าบอกว่า "เห็นพวกเค้าขับรถกันแบบนี้นะ แต่ไม่มีอุบัิติเหตุเลย"

ตูเชื่อก้อบ้าหล่ะ!

แถมอยากจะบอกว่า "ฉันว่าพวกแกทั้งประเทศไปหัดเรียนกฏจราจรใหม่เหอะ ขับรถได้น่ากลัวทั้งประเทศเลยวุ้ย"

ก่อนจบวันนี้ ขอตบท้ายด้วยมุขของมานพหน่อย

วันเดินทาง กูขอให้ นปก. มาปิดสนามบินบ้าง!

เชี้ยจริงๆ

ปล. รูปยังไม่ได้อัพครับ...ขอเวลานิดหนึ่ง ถ้าได้แล้วจะบอกเด้อ!

December 6, 2008

อ้อย

วันนี้ ก้อมาบรรจบอีกครั้ง นั้นคือ วันเกิด "นังอ้อยศรี" 555

ก่อนอื่นเลย ต้องร้องเพลง Happy Birthday ผ่านไดฯ ซะหน่อยแ้ล้ว

Happy Birthday to You.
Happy Birthday to You.
Happy Birthday Dear อ้อยศรี
Happy Birthday to You.
อ้าว...เป่าเทียนให้มันหน่อย \(^^)/
ก้อเรียกว่า แก่กันไปอีกปีแล้ว สำหรับเพื่อนผมคนนี้ แต่เพื่อสำรวจว่า "นังอ้อย" ยังมีชีวิตอยู่เปล่า? ก้อเลยโทรไปเช็คซะหน่อย....ผลปรากฏว่า อยู่ดีมีสุข เป็นโสดแบบสบายใจ

อะหุๆๆ

แถม "นังอ้อย" ยังบอกอย่าหน้าชื่นอีกว่า วันนี้ไปทำบุญสังฆทานเนื่องในวันเกิดมาอีกด้วย....แหม แข็งแรงทั้งกาย และใจจริงเลยนะ

สำหรับคนที่มาใหม่ อาจจะงงๆ ว่า "นังอ้อย" นี่เป็นใคร? ก้อบอกได้เลยว่าเป็น "เพื่อนผม" ที่สนิทกันม๊าก มาก แ้ม้จะไม่ได้เจอหน้าค่าตากันเลยมากกว่า 3 ปีแล้ว เพราะว่า มันอยู่ที่ จ. เพชรบูรณ์ และไม่ค่อยมา กทม. ซะด้วย

จำได้คลับคล้ายว่า เจอมันล่าสุดก้อเห็นเดิน(จูงมือ) หน้าร้าน Brown Sugar ที่ กทม. เมื่อปี 2005....หลังจากนั้น ก้อไม่เจออ้อยอีกเลย..

อิอิ

และที่บอกว่า สนิทกัน "ม๊าก มาก" ก้อเพราะว่า อ้อยไม่เคยบอกอะไรผมเลย แต่ผมดันรู้โหม๊ด....เหมือนมีเครื่องดักฟังระหว่างประเทศ (อุ๊บส์) และเพราะความสนิทนี่เอง จึงมักทำให้นักอ่านหลายๆ คนบอกว่า ผมมี something wrong กับ "นังอ้อย"
ไม่จริ๊ง ไม่จริง....ให้ฟ้าผ่าตายซิ

จะว่าไป...จำได้ว่า บอกอ้อยว่าจะเขียนโปรแกรมให้ร้านมันใช้ (อ่านของปี 2005)...จนถึงวันนี้ User Requirements ก้อยังไม่เสร็จเลย 555

ต้องเข้าใจนะอ้อยจ๋า มา Money Come First อิอิ

แถมบอกว่า จะไปเที่ยวบ้านมัน....ก้อพอๆ กับการเขียนโปรแกรมให้ร้านมันใช้น่านแหละ อิอิ
โปรเจ็คเพ้อฝันมากๆ เลยโว้ย

และตั้งแต่ปลายปี 2006 ถึงปี 2007 "นังอ้อย" ก้อได้แปรสภาพขึ้นมาเป็น "คมช." เพื่อต่อต้านกลุ่มอำนาจเก่าโดยเฉพาะ และมีผมเป็น "เลขา คมช." (อ่านเรื่องปฐมบท ที่นี่)

แต่วันนี้ "คมช." ได้สลายโต๋ไปแล้ว เหลือแต่ "แ่ม่ชี" (โดยมีผมเป็นขโยมห่างๆ อีกที)

ก้อเรียกว่า ขออนุโมทนากับ"แ่ม่ชี" ด้วยนะ ที่พบทางสุขในชีวิต...

และถ้ามีโอกาส จะไป"แ่ม่ชี" ถึงถ้ำเน้อ

555

ปล. เรื่องราวของอ้อย ปี 2006 และ 2005 ปี 2007 ไม่มี เพราะว่าผมหนีไปบวชอยู่จ้า

December 5, 2008

พ่อ

วันนี้ นอกจากเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์แล้ว ยังถือว่าเป็นวัน "พ่อแห่งชาติ" ด้วย เพราะวันนี้นั้น ตรงกับวันพระราชสมภพของในหลวง รัชการปัจจุบัน

ไม่รู้ว่า วันนี้ เพื่อนนักอ่านทั้งหลายทำอะไรเพื่อพ่อบ้างแล้วหรือยังครับ? ที่เห็นๆ ก้อมีคุณเบฯ คนหนึ่งแหละ ที่อุตส่าห์ทำการ์ดให้พ่อ

สำหรับผมเองนั้น...ไม่ได้ทำอะไรให้พ่อเลย

เป็นลูกที่กตัญญูเยี่ยมยอดมากไหมครับ แหะๆ


อาจจะเป็นเพราะผมเห็นหน้าพ่อทุกวันอยู่แล้ว (ก้ออยู่บ้านหลังเดียวกันอ่ะ) ก้อเลยมีความรู้สึกว่า ทำไมต้องทำอะไรให้เป็นพิเศษด้วย

หลายๆ ครั้งเหมือนกันที่ผมได้เล่าถึง คุณพ่อของผมในไดฯ แห่งนี้ (และแห่งนู้น) ถ้าใครได้ิติดตาม ก้อจะรู้คุณสมบัติคร่าวๆ ของพ่อผมบ้างนะ :D

เช่น

* พ่อผมไม่สบาย...เป็นโรคหัวใจ และเป็น case ที่แปลกประหลาด ไม่ค่อยพบในไทย (น่าจดจำมาก) -> อ่านต่อที่นี่

* เพื่อนผมชอบบอกว่า พ่อกับผม เสียงเหมือนกัน? -> อ่านที่นี่

วันนี้ นอกจากว่างๆ และไม่ได้ทำอะไรให้พ่อแล้ว ผมก้อมานั่งนึกๆ ว่า วันพ่อปีที่แล้ว เราทำอะไรอยู่หว้า? ก้อนึกได้ว่า เราไปสวดมนต์ถวายพระพรให้ในหลวงอยู่นี่หว่า (เพราะตอนนั้นบวชอยู่) เลยนึกย้อนหลังว่า ปีก่อนนู้น เราทำอะไรในวันพ่อบ้าง...ก้อเจอว่า เขียนเรื่อง "พ่อใต้เตียง" ไว้

อ่านทีไรก้อประทับใจจริงๆ

จริงๆ จะว่าไป...วันนี้ ผมก้อทำอะไรบ้างอย่างให้พ่อนะ อย่างน้อยกินอาหารฝีมือพ่อ และบอกว่า "อร่อยมาก" (<-- แสดงความกตัญญูจากหัวใจจริงๆ) อิอิ

ท้ายของวันนี้....ผมยังต้องเตรียมตัว (และเตรียมหัวใจ :P) อีกนิดหน่อย สำหรับการเดินทางไกล เป็นเวลา 2 สัปดาห์..

เรียกว่า ช่วงสองสัปดาห์นี้ ( 8 - 19 ธค.) คงมีอะไรมาอัพเดทในหน้าไดฯ เยอะแยะเต็มไปหมด คาดว่าคงจะเน้นที่ของกินเป็นหลัก :D

รอติดตามกันนะครับ :P

ปล. กลับมา นน.ขึ้นปรู๊ดๆ แน่เลย T_T

December 4, 2008

ไม่สวย

วันนี้ ขอสวมวิญญาณ "เจดีย์" เอ้ย "ดีเจ" อีกครั้ง โดนการนำเพลงเพราะๆ มาให้ฟังกัน พร้อมทั้งเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาให้อ่านกันด้วย

สำหรับเพลงในวันนี้ นั้นเป็นเพลงดังในอดีต เมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว ของนักร้องชื่อดังวงหนึ่ง นั้นคือ "TLC" นั้นเอง

สำหรับวง TLC นั้นเป็นวงแบบ Girl Groups ที่ดังมากในช่วงปลายปี 90 จากอเมริกา ก่อนจะดับไป เพราะนักร้องในวง จะเสียชีิวิต จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในปี 2002 หลังจากหมดยุคของ TLC ก้อเห็นจะเป็น Destiny's Child นี่แหละ ที่ีผมรู้สึกว่ามาแทน TLC ได้สบายๆ เลย

สำหรับผลงานที่สร้างชื่อเิสียงก้อเช่น Waterfalls หรือ No Scrubs แต่วันนี้ ไม่ได้เอาเพลงเหล่านี้มาให้ฟังหรอกครับ (แหน๊...มี "กวงตีง" คนอ่านเล็กน้อยด้วย)

วันนี้ นั้นจะให้ฟังเพลงดังเพลงหนึ่งจากวงนี้นี่แหละ แต่ชื่อว่า Unpretty (แปลว่า ไม่สวย หรือ ขี้เหร่ น่านเอง)

สำหรับเนื้อเพลงนี้ ก้อกล่าวถึงผู้หญิงที่คิดว่าตัวเองไม่สวย (บางคนอาจจะสวยอยู่แล้ว...แต่คิดว่าไม่สวย) หรือไ่ม่ก้อกังวัลใจว่า "ไม่สวย" ตลอดเวลา

เอาน่าๆ...อย่าไปคิดมาก กับเรื่องรูปธรรมนามธรรม....แก่ตัวลงมันก้อไม่สวย ไม่หล่อด้วยกันหมดแหละ

พูดเข้าเพลงมานานพอหล่ะ...ฟังเพลงกันเลยดีกว่า :-

เพลง : Unpretty (เนื้อเพลง)


MV: เต็มๆ ดูที่ีนี่

ขอให้มีความสุขกับวันหยุดสุดสัปดาห์ กันนะครับ :D

December 3, 2008

Nichalala

วันนี้ ต้องงดเรื่องการเมืองชั่วคราวก่อนนะ และขอเริ่มเรื่องของ Nichalala บ้าง

สำหรับใครที่ติดตามไดฯ ผมมานานจะเห็นว่ามี เพื่อนบ้านคนหนึ่งชื่อ Nichalala มาตลอด แต่บางคนอาจจะเข้าไปชมไม่ได้ เพราะน้องเค้าเขียนแบบ private blog (คือต้องมี password ในการอ่าน)

สำหรับผม...แรกๆ ก้อติดตามอ่านบ้าง ไม่อ่านบ้าง เพราะอ่านไม่ออก หลังๆ ก้อตามตลอด
เพราะน้องเค้าไม่ค่อยอัพไดฯ :P

จนกระทั่งวันที่ 1 เดือนที่แล้ว ก้อถึงเวลาอันเหมาะสมของน้องเค้า ที่จะจัดงานกินฟรี เอ้ย งานแต่งงานขึ้นใน กทม.

สำหรับเหตุการณ์คร่าวๆ ในงานนี้ ก้อเริ่มจาก การไปร่วมงานของคนแถวๆ นี้ เริ่มจากคนที่ไม่ไปแน่ๆ ได้แก่ พี่ พ., พี่อี้ ,พี่ตุ๋ม , pC เพราะอยู่ต่างประเทศ ต่อมาคือพวกที่มาแน่ๆ เพราะเค้าเป็นญาติกันนี่ ได้แก่ น้องช้าง และหนุงหนิง ส่วนต่อมา...อยู่ในประเทศ แต่ิติดธุระ ได้แก่ คุณเบ และ น้องเจ พวกเปลี่ยนใจกระทันหัน ได้แก่ มิ้งค์กี้ และพวกมาที่มาสาย (ทายซิใคร...อิอิ)

ส่วนพวกที่ไม่ได้เป็นญาติกัน และก้อมาคือ ผมเอง และเป็ดน้อย (คาดว่า งานนี้เป็ดน้อย ได้ใช้จังหวะชุลมุนซ้อมตัดเค้ก ก่อนจะถึงวันงานตัวเอง อิอิ)

บรรยากาศในงานเป็นไงนั้น ดูจาก hi5 ของน้องเค้าได้เลย...แต่สำหรับใครที่ไม่มี hi5 คงจะเข้าไปดูไม่ได้ ผมเลยขอนำภาพจากงานมาเป็นน้ำจิ้มๆ ให้ดูกันก่อนนะครับ



อันนี้ หน้างานนะครับ ในงานดูจาก hi5 ของน้องเค้าเองแล้วกัน

และที่สำคัญ ขออวยพรให้น้อง Nichalala อีกครั้งนะครับ

ขอให้รักกันนานๆ มีความสุขในชีิวิตคู่มากๆ นะ มีลูกไวๆ หล่ะ อิอิ

ปล. ที่พึ่งมาอัพเรื่องนี้ เพราะว่า น้องเค้าพึ่งเอารูปลง hi5 จ้า

December 2, 2008

ยุบ....อีกแล้ว

วันนี้....เป็นวันที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทย ต้องบันทึกไว้อีกแล้ว เพราะวันนี้ เป็นวันตัดสินยุบพรรคการเมืองที่ทำผิด กฏหมายเลือกตั้ง หลังจากได้เกิดการตัดสินยุบพรรคไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อกลางปีที่แล้ว (ข่าวเก่า)

แต่วันนี้ พิเศษกว่าวันก่อนๆ นิดหนึ่ง เพราะวันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าจะยุบ 3 พรรครวด คือ พรรคพลังประชาชน, พรรคชาติไทย และ พรรคมัชชิมาธิปไตย ซึ่งงานนี้ ไม่ตื่นเต้นเมื่อกลางปีที่ผ่านมา เพราะบรรดาเซียนทั้งหลาย แทงหวยล่วงหน้าแล้ว "ยุบชัวร์" ทั้ง 3 พรรคนั้นแหละ

สำหรับ ตัวผมนั้น ผมเชื่อมั่นในคำตัดสินของศาล เพราะเชื่อว่าศาลนั้น ได้ชื่อว่ายุติธรรมแล้ว แม้จะมี "คนขี้แพ้ชวนตี" บางคนจะบอกว่า (ด่า) กับสื่อต่างชาติว่า "ศาลไทยไม่เป็นกลาง" แต่ก้อยังเที่ยวฟ้องร้องชาวบ้านเค้าไปทั่วผ่านศาลฯ นี่แหละ

แม้คำตัดสินของศาลวันนี้ จะออกมายังกะ "หวยล๊อค"...แต่กระนั้น ก้อเคารพคำตัดสินกันนะจ๊ะ (สำหรับใครอยากรู้ว่า การยุบพรรคครั้งนี้ กระทบใคร ก้อดู ลิสต์ ที่นี่นะครับ)

ก้อเอาเป็นว่าวันนี้ มีพรรคการเมืองไทยหายจากหน้าการเมืองไทยไปแล้ว 3 พรรค...และก้อมีพรรคเกิดใหม่ขึ้นมาอีกพรรค นั้นคือ พรรค "เพื่อใคร" เอ้ย "เพื่อไทย" แน่นอน...

การที่พรรคการเมืองไทยหายไป 3 พรรคใหญ่ และกลาง คงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการเมืองแน่ๆ แต่ในความเห็นผม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ยังไม่ใ่ช่การเปลี่ยนแปลงให้เกิด "การเมืองใหม่" แน่นอน

เพราะการเมืองใหม่ ในสายตาของผมนั้นจะเกิดขึ้นได้ "ต้องยุบทุกพรรคที่อยู่ในสภาให้หมด" !

แต่๊เอ๊ะ..ไม่ต้องกลัวเมืองไทยไม่มีพรรคการเมืองนะครับ ยังเหลืออีกบานเบอะ เช่น พรรคกสิกรไทย, พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย, พรรคชีวิตที่ดีกว่า, พรรคเพื่อนเกษตรไทย etc. ลองเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองเหล่านี้บริหารประเทศบ้างก้อได้นะ เพราะตอนนี้ บ้านเมืองมันก้อเละหมดแล้ว มันคงไม่มีอะไรจะเละกว่านี้อีกแล้ว...

หรือจะเอาทฤษฏีการเมืองใหม่ของคุณมานพ ที่กล่าวไว้ในวันก่อนที่ลานเบียร์ก้อได้


คงต้องหาที่ซักร้อยไร่ แล้วเอาพวก พธม., พวก นปก., พรรคพลังประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ เข้าไปอยู่คนละมุม และให้มันสู้กันในนั้น แล้วเราก้อสร้างรั้วล้อมรอบพื้นที่นี้เอาไ้ว้....คนไทยที่เหลือ การบริหาร และพัฒนาประเทศต่อไป...
เล่นเอาทฤษฏีเกม มาใช้เลยโว้ย...

เอาหล่ะ...จะอย่างไรก้อตาม ต่อแต่นี้ไป การเมืองไทยก้อได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปแล้วแน่นอน ขอให้จับตาดูต่อไป

แต่ผมขอภาวะนาอย่างเดียวคือ "ขอให้มันดีกว่านี้ทีเหอะ"

ปล. ดูชื่อทุกพรรคการเมืองไทย ก้อดูได้ที่นี่ จ้า

December 1, 2008

รวมข่าวสั้น

เมื่อวาน...แจ็คตุ้ย อุตส่าห์ "โฟนอิน" จาก อ. จอมทองว่า ได้ขับรถมาเที่ยวเชียงใหม่ และจะปิ๊กวันที่ 4 นี้ เพื่อจะหยุดวันที่ 5 ธค. ต่อไป...

แล้วเมิงจะมาทำงานวันที่ 4 ธค. ทำไมว่ะ?!?

------------------------------------------------------------------------------

วันนี้...เกิดอาการเซ็งแตกกับสารพัดม๊อบที่มีในประเทศ เพราะนอกจากทำให้ประเทศชาติเสียหายแล้ว ยังพาลทำให้ชาวบ้านชาวช่องเค้าเดือดร้อนแล้วตั้งแต่ยอดอ่อนไป ยันรากหญ้า

เซ็งแมร่งจริงๆ...
ดังนั้น ผมอยากตะโกนดังๆ ว่า "เบื่อ พธม. เกลียด นปช. ไม่เอาทักษิณ (และพลังประชาชน) เซ็งประชาธิปัตย์" พร้อมกับขอชูสติ๊กเกอร์ต่อต้านไอ้สองม้อบนี้ด้วย


|

--------------------------------------------------------------------------------------

เรื่องสุดท้าย...หนีไม่พ้น กับเรื่อง "พระจันทร์ยิ้ม" ปรากฏการณ์แปลกประหลาด เหนือน่านฟ้าไทย ตอนแรกๆ ไม่ได้สนใจหรอกครับ พอดี ท่านอดีต ประธาน คมช. "โฟนอิน" (อีกหล่ะ) มาให้ดู และกำชับว่า "ดูไป ก้อขอพรไปด้วย"

แหน๊...มีงี้ด้วย

ตอนแรกไม่ก้ออยากดูหรอก เพราะเห็นว่าไร้สาระ พอมีคนพูดหนักเข้าๆ ก้อลงมาดูซะหน่อยว่ามันเป็นอย่างไร? ก้อเป็นดังรูปข้างล่าง


ก้อมาให้ดูปิดท้ายแก้เครียดกับสถานะการณ์ของบ้านเมืองของเรา....

ปล. สงสารพวกอยู่ในสนามบินจัง....อดดู "พระจันทร์ยิ้ม" เลย อิอิ